หลอดไฟ

หลอดไฟสำหรับไฟฉายมีหลายแบบหลายลักษณะ วิธีการที่จะหาว่าเราควรจะใช้หลอดไฟแบบใดนั้น ประการแรกต้องดูที่พลังงานของหลอดไฟที่ต้องการก่อน หาได้โดยการคำนวณจากจำนวนแบตเตอรี่ที่ใช้ เช่น หากไฟฉายต้องใช้ถ่านไฟฉาย AA 1.5 โวลต์จำนวน 2 ก้อน ก็แสดงว่าเราต้องใช้หลอดไฟขนาด 3 โวลต์ นอกจากนั้นยังต้องดูด้วยว่าต้องใช้หลอดขนาดกี่แอมป์ ทั่วไปแล้วถ่าน AA สองก้อนต้องใช้หลอดไฟขนาด 0.25 แอมป์ เป็นต้น แต่ไม่ต้องตกใจว่ามันจะยุ่งยากมาก เพราะส่วนใหญ่แล้วเวลาเราซื้อไฟฉายมาเค้าก็มักจะมีหลอดไฟสำรองให้มาด้วย และหากต้องซื้อใหม่เค้าก็จะมีหลอดไฟขายโดยบอกยี่ห้อบอกรุ่นของไฟฉายที่ สามารถใช้ได้อยู่แล้ว หรือมิฉะนั้นเราก็สามารถเอาหลอดเก่าไปให้คนขายดูก็ได้เช่นกัน ปัจจุบัน ได้มีการผลิตหลอดไฟออกมามากมายหลายชนิด ดังนี้

หลอดคริปตัน (Krypton bulbs)

หลอดคริปตันนี้เป็นหลอดไฟที่ใช้กันทั่วไป ให้แสงสีเหลืองเหมือนแสงเทียน บรรจุก๊าซคริปตันภายในหลอด เมื่อใช้ไปนานๆ แร่ทังสเตนจะระเหยออกมาจากขดลวดในหลอดไฟ และไปสะสมและเกาะที่ภายในของแก้วที่ครอบหลอดไฟ ทำให้แสงมีความสว่างลดลงประมาณ 25% ก่อนที่ไส้หลอดจะขาด

หลอดฮาโลเจน (Halogen bulbs)

หลอดฮาโลเจนจะมีขดลวดทังสเตนภายในครอบแก้วควอตซ์ ซึ่งบรรจุก๊าซฮาโลเจน หลอดฮาโลเจนจะให้แสงสว่างมาก มีลำแสงยาวและเป็นแสงขาวซึ่งทำให้เห็นสีและภาพต่างๆ ได้ต่างความเป็นจริง ไอระเหยของแร่ทังสเตนจากขดลวดจะไม่ไปสะสมและเกาะที่บริเวณครอบแก้วด้านในของ หลอดไฟ แต่จะปะปนอยู่กับก๊าซฮาโลเจนภายในหลอด และจะสะสมกลับไปที่ขดลวดอีกครั้ง ซึ่งช่วยให้มีอายุการใช้งานได้นานขึ้น และยังทำให้โอกาสที่แสงจะลดความสว่างลงนั้นน้อยลงเหลือเพียง 10% เท่านั้น แต่อย่างไรก็ตาม ข้อควรระวังอีกอย่างคือน้ำมันจากนิ้วของเราสามารถจะทำลายครอบแก้วควอตซ์ได้ ทำให้หลอดฮาโลเจนมีอายุการใช้งานน้อยลงผิดปกติ ดังนั้น เวลาเปลี่ยนหลอดฮาโลเจนจึงไม่ควรจะใช้นิ้วสัมผัสโดนหลอด แต่อาจจะใช้คีมคีบหรือใช้ผ้าสะอาดจับหลอดแทน

หลอดฮาโลเจน

หลอดซีนอน (Xenon bulbs)

หลอดซีนอนให้ความสว่างมากกว่าหลอดปกติมาก มักจะใช้กับไฟฉายเฉพาะบางชนิด เช่น Pelican Super Mitylite LMX Laser Spot Xenon Watertight ซึ่งอ้างว่าให้ความสว่างมากกว่าไฟฉายปกติถึง 600% แต่หลอดไฟซีนอนนี้ก็มีข้อเสียที่สำคัญคือเปลืองแบตเตอรี่มาก ราคาแพง และยังมีอายุการใช้งานเพียง 20 ชั่วโมง

ตัวอย่างหลอดไฟคริปตัน
หลอดซีนอน

แอลอีดี (LED arrays)

แอลอีดีย่อมาจาก Light-emitting diode มักจะให้แสงสว่างน้อยกว่าหลอดปกติ แต่ประหยัดพลังงานแบตเตอรี่กว่ามาก นอกจากนี้ แอลอีดีเหมาะสำหรับผู้ที่ชอบอ่านหนังสือในตอนกลางคืนเนื่องจากให้แสงสว่าง โดยที่ไม่เกิดความร้อนมากนัก แอลอีดี มีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่าหลอดทั่วไปและมีน้ำหนักเบามาก ทำให้เป็นที่นิยมของนักเดินป่าทั่วไป นอกจากนี้ ไฟฉายที่ใช้ แอลอีดี รุ่นใหม่ๆ นั้นจะมีการติดตั้งชิปสำหรับประหยัดพลังงานเอาไว้ด้วย ซึ่งจะให้แสงสว่างได้นานนับร้อยชั่วโมงจากการใช้แบตเตอรี่เพียงหนึ่งชุด อย่างไรก็ดี ข้อเสียของ แอลอีดี บางประการนอกเหนือจากการให้ความสว่างน้อยกว่าหลอดปกติแล้วก็คือ จะมีช่วงลำแสงสั้นทำให้ไม่ค่อยเหมาะที่จะใช้ในการเดินทางที่ต้องคอยมองหาทาง ตอนกลางคืนหรือในที่มืดๆ

หลอดแอลอีดี

ข้อแนะนำสั้นๆ เกี่ยวกับหลอดไฟคือ ควรจะมีหลอดสำรองติดตัวไปด้วยทุกครั้ง เพราะหากหลอดขาดหรือใช้ไม่ได้ระหว่างการเดินทางขึ้นมาจะเป็นเรื่องลำบากมาก ไฟฉายบางยี่ห้อจะทำที่สำหรับเก็บหลอดสำรองไว้ด้วย

credit http://www.mrbackpacker.com/gear/gear_38.html

ส่วนประกอบของไฟฉาย

ไฟฉายประกอบด้วยส่วนต่าง ๆ หลายส่วน เช่น หลอดไฟ กระบอกไฟ ฯลฯ ซึ่งเราจะมารู้จักกับส่วนประกอบต่าง ๆ ของไฟฉายกันว่ามีอะไรบ้าง แต่ละส่วนมีหน้าที่อย่างไร

กระจกหน้าไฟฉาย - หน้าหลอดไฟฉายจะมีกระจกกั้นเอาไว้ ทำหน้าที่ป้องกันหลอดไฟจากความเสียหายอันเนื่องมาจากสาเหตุต่าง ๆ และกระจกหน้าในไฟฉายบางรุ่น ยังสามารถเปลี่ยนสีได้ เพื่อให้ไฟมีสีต่าง ๆ กันออกไปตามการใช้งาน เช่น สีแดง สีส้ม เป็นต้น

หลอดไฟ - ทำหน้าที่ให้แสงสว่าง

วงแหวนปรับระดับแสงไฟ - วงแหวนนี้จะอยู่บริเวณด้านหน้าของไฟฉาย เราสามารถหมุนเพื่อปรับการซูมของแสงไฟได้ ซึ่งหากไฟฉายซูมไปที่องศาแคบ ไฟจะส่องไปได้ไกล ถ้าซูมไปที่องศากว้าง ก็จะส่องสว่างได้กว้างกว่า แต่ส่องได้ในระยะที่ใกล้กว่า

กระบอกไฟฉาย - เป็นส่วนที่เป็นแกนกลางของไฟฉาย มีลักษณะเป็นกระบอก ใช้เป็นที่จับเวลาใช้งาน ภายในจะเป็นช่องกลวงสำหรับเก็บแบตเตอรี่

ฝาปิดท้าย - ฝาปิดท้ายจะมีโลหะเพื่อเชื่อมกระแสไฟฟ้าระหว่างแบตเตอรี่กับขั้วที่อยู่ด้าน หน้าของไฟฉาย และใช้ป้องกันมิให้แบตเตอร์รี่หลุดออกมาจากตัวไฟฉาย

ยาง O-ring - ยางนี้จะช่วยในการกันน้ำไม่ให้น้ำเข้าสู่ตัวไฟฉาย ซึ่งมักจะอยู่บริเวณฝาปิดท้าย และด้านหน้าของไฟฉาย

สายคาดศรีษะ - สำหรับไฟฉายแบบคาดศรีษะ จะมีสายคาดศรีษะซึ่งเป็นวัสดุที่ยืดตัวได้ สามารถปรับระดับให้มีขนาดเหมาะสมกับศรีษะของแต่ละคน

credit http://www.mrbackpacker.com/gear/gear_37.html

ชนิดของไฟฉาย

เวลาเราเตรียมตัวเดินป่า เรามักจะพยายามเอาของไปให้น้อยที่สุด เบาที่สุด แต่เราก็ต้องยอมรับว่าของบางอย่างก็จำเป็นที่จะต้องเอาติดตัวไปด้วยทุกครั้ง ถึงแม้มันจะต้องเพิ่มน้ำหนักในเป้ของเรามากขึ้นก็ตาม ไฟฉายก็เป็นหนึ่งในของใช้จำเป็นที่จะขาดไม่ได้ในการเดินทางเข้าป่าแต่ละ ครั้ง ทั้งนี้ เพื่อความสะดวกและปลอดภัยของตัวเราเองในยามค่ำคืน หรือในยามที่ต้องเข้าถ้ำหรือสถานที่มืดๆ ที่มีแสงสว่างไม่เพียงพอ

ไฟฉายเป็นอีกอุปกรณ์หนึ่งที่ผู้ผลิตพยายามแข่งขันกันค้นคว้า วิจัยโดยใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วย เพื่อพัฒนาคุณภาพของไฟฉายให้ดีขึ้นเรื่อยๆ พัฒนาการของไฟฉายในแต่ละรุ่นเป็นไปอย่างรวดเร็วมาก ไฟฉายในปัจจุบันจึงมีหลายลักษณะ หลายรูปแบบ สำหรับการใช้งานต่างๆ กันไป ซึ่งเราพอจะแบ่งประเภทของไฟฉายที่ใช้สำหรับเดินป่าได้ 2 แบบใหญ่ ๆ คือ ไฟฉายแบบธรรมดาที่ใช้มือถือ (Hand-held lights) และไฟฉายที่ติดกับศีรษะ (Head-held lights หรือ Headlamps)

ไฟฉายมือถือ (Hand-held lights)

ไฟฉายแบบมือถือ
ไฟฉายมือถือที่คนไทยรู้จักกันดีและเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายในปัจจุบันคือ Mini Maglite ซึ่งผลิตโดยใช้อลูมิเนียมเป็นวัสดุภายนอก มีวิธีการเปิด-ปิดไฟฉายโดยการหมุนกระเปาะหลอดไฟด้านบน วัสดุที่ใช้ภายนอกทำให้ตัวไฟฉายมีความทนทานสูงมาก ไม่บุบสลายง่ายๆ ลักษณะเด่นของไฟฉายรุ่นนี้คือบริเวณหัวเกลียวจะมีห่วงยางโอริง (Rubber O-ring) ที่ช่วยป้องกันไม่ให้น้ำเข้าไปด้านในตัวไฟฉาย และบริเวณเกลียวด้านบนนี้นอกจากจะเป็นสวิตช์เปิด-ปิดไฟฉายแล้ว ยังสามารถใช้ปรับลำแสงของไฟฉายให้โฟกัสไปยังจุดใดจุดหนึ่งหรือจะให้สว่างใน บริเวณกว้างได้อีกด้วย นอกจากนี้ ยังได้มีการผลิตอุปกรณ์เสริมสำหรับไฟฉายชนิดนี้ขึ้นมามากมาย เช่น สายรัดศีรษะ ซองหนัง สายรัดข้อมือ คลิปหนีบกับเข็มขัด หรือแม้กระทั่งกระบอกพลาสติกที่เอาไว้หุ้มตัวไฟฉายเวลาต้องการคาบไว้ในปาก!

ปัจจุบัน มีไฟฉายที่ใช้หลักการทำงานในลักษณะเดียวกับ Maglite นี้มากมาย (เปิด-ปิดโดยการหมุนเกลียวด้านบน) ซึ่งมีการทำงานอย่างง่ายๆ คือเมื่อเราหมุนเกลียวลงมา หลอดไฟก็จะสัมผัสกับแบตเตอรี่ด้านล่าง ทำให้เกิดความสว่าง แต่ข้อควรคำนึงอย่างหนึ่งก็คือ การเปิดไฟในลักษณะนี้จะต้องใช้สองมือในการเปิด (ไม่เหมือนกับไฟฉายแบบอื่นที่เราสามารถใช้มือเดียวกดหรือเลื่อนสวิตช์เพื่อ เปิด-ปิดได้) บางคนที่ชำนาญหน่อยก็อาจจะใช้มือเดียวหมุนเปิดได้ โดยใช้นิ้วโป้งกับนิ้วชี้จับบริเวณกระเปาะหลอดไฟด้านบนและใช้นิ้วที่เหลือ จับด้ามไฟฉายเอาไว้ แล้วจึงหมุนเปิด แต่นั่นก็ต้องอาศัยการฝึกฝนเล็กน้อย บางคนอาจจะต้องการทำให้เปิดง่ายๆ โดยการหมุนปิดไฟฉายเอาไว้หลวมๆ เพื่อที่ว่าจะได้หมุนเปิดมือเดียวได้ง่ายๆ แต่ควรจะระวังว่าการทำแบบนี้อาจจะทำให้ไฟฉายเปิดเองได้เวลาเราเก็บไว้ใน กระเป๋า เพราะหากเกิดการกดทับจากสิ่งของอื่นๆ หลอดไฟก็จะสัมผัสกับแบตเตอรี่ได้ง่ายขึ้น ทำให้ไฟฉายติดเองได้เป็นการสิ้นเปลืองแบตเตอรี่โดยใช่เหตุ ดังนั้นเพื่อป้องกันกรณีดังกล่าว สามารถทดสอบได้ง่ายๆ โดยในเวลาที่เราหมุนไฟฉายปิดแล้ว เมื่อไฟดับแล้วก็ลองกดตรงบริเวณกระเปาะหลอดไฟลงไปเล็กน้อย เพื่อดูว่าไฟติดหรือไม่ ผู้ผลิตไฟฉายส่วนมากมักจะออกแบบไฟฉายมาให้สามารถหมุนได้อีกประมาณ 180 องศาหลังจากที่เราหมุนปิดสวิตช์ไฟฉายไปแล้ว

ข้อเสียอีกอย่างหนึ่งของ Maglite ที่คนเริ่มหันมาคำนึงถึงมากขึ้นก็คือการที่ตัวด้ามไฟฉายทำจากอลูมิเนียมนั่น เอง สาเหตุเป็นเพราะตัวด้ามอลูมิเนียมนั้นจะเปลี่ยนอุณหภูมิตามสภาวะอากาศภายนอก ได้ง่ายกว่าพลาสติก โดยเฉพาะในบริเวณที่มีอากาศเย็นจัด ซึ่งความเย็นของตัวด้ามจะเป็นศัตรูตัวร้ายต่ออายุของแบตเตอรี่ภายใน ทำให้แบตเตอรี่หมดเร็วขึ้น ใครที่เคยใช้ไฟฉายแบบ Maglite นี้ไปเดินเที่ยวป่าก็คงจะพอนึกออกว่าในหน้าหนาวนั้นบางครั้งเราต้องเปลี่ยน แบตเตอรี่เร็วกว่าที่คาดเอาไว้ ทำให้ในระยะหลังนี้มีคนสนใจหันมาใช้ไฟฉายที่มีด้ามจับเป็นพลาสติกมากขึ้น

ไฟฉายติดศีรษะ (Head-held lights, Headlamps)

ไฟฉายติดศรีษะ
จาก ข้อเสียประการหนึ่งของไฟฉายมือถือ นั่นคือการที่ทำให้เราต้องทำงานได้เพียงมือเดียวเพราะอีกมือหนึ่งต้องถือ ไฟฉายอยู่นั้น ทำให้มีการพัฒนาไฟฉายขึ้นมาเป็นอีกประเภทหนึ่ง คือไฟฉายติดศีรษะ ถึงแม้บางครั้งไฟฉายติดศีรษะอาจจะมีน้ำหนักมากกว่าไฟฉายมือถือ แต่ผู้คนก็นิยมใช้ไฟฉายติดศีรษะกันมากขึ้นเนื่องจากความสะดวกในการใช้งาน เพราะช่วยให้เราสามารถใช้มือทั้งสองข้างในการทำกับข้าว ตั้งเต็นท์ หรือกิจกรรมอื่นๆ ได้โดยสะดวก

ไฟฉายติดศีรษะนี้มีสองประเภทใหญ่ๆ คือแบบที่มีที่ใส่แบตเตอรี่อยู่ติดกับตัวไฟฉายเลย และแบบที่แยกแบตเตอรี่ออกต่างหากจากตัวไฟฉาย แบบแรกที่สามารถใส่แบตเตอรี่ติดกับตัวไฟฉายได้เลยนั้นจะมีน้ำหนักมากกว่า ซึ่งในบางครั้งอาจจะทำให้ปวดศีรษะได้เหมือนกันหากใช้ไปนานๆ กับอีกประเภทหนึ่งคือไฟฉายติดศีรษะแบบที่แยกตัวแบตเตอรี่ออกจากตัวไฟฉายและ จะมีเฉพาะส่วนที่เป็นหลอดไฟและเลนส์เท่านั้นที่ติดกับสายรัดศีรษะ แบบนี้จะทำให้ไฟฉายที่ติดบนศีรษะมีน้ำหนักเบา ส่วนตัวแบตเตอรี่ก็อาจจะหนีบไว้ที่เสื้อผ้าหรือใส่กระเป๋าเอาไว้ก็ได้ แต่แบบนี้ก็จะมีข้อเสียที่จะต้องมีสายเชื่อมต่อระหว่างตัวไฟฉายกับแบตเตอรี่ ซึ่งอาจจะทำให้เกิดความรำคาญหรือไม่ค่อยถนัดนัก และยังจะต้องคอยเก็บแบตเตอรี่เอาไว้ให้อุ่นอยู่ตลอดเวลาด้วย

ไฟฉายติดศีรษะที่เป็นที่รู้จักกันมากในปัจจุบันคือ Petzl Micro ซึ่งมีหลักการทำงานง่ายๆ โดยการหมุนเปิด-ปิดไฟที่บริเวณกระเปาะหลอดไฟ และหัวไฟฉายยังสามารถหมุนไปได้รอบๆ นอกจากสายรัดศีรษะแล้ว ยังมีสายคาดบริเวณกลางศีรษะด้านบนพาดเป็นแนวยาวไปด้านหลังศีรษะเพื่อช่วย พยุงให้ไฟฉายสามารถรัดอยู่บนศีรษะได้โดยไม่เลื่อนไหลลงมาง่ายๆ นอกจากนี้ บริเวณที่ใส่แบตเตอรี่ยังทำจากยางซึ่งทำให้แบตเตอรี่ไม่หมดเร็วเกินไปและยัง มีที่สำหรับใส่หลอดไฟสำรองอีกด้วย

credit http://www.mrbackpacker.com/gear/gear_36.html

การดูแลรักษาเต็นท์

การดูแลรักษาเต็นท์ให้มีอายุการใช้งานที่ยาวนาน หลายคนอาจจะคิดว่าเป็นเรื่องยาก ลองอ่านวิธีการเหล่านี้ดูแล้วคุณจะรู้ว่า เต็นท์ดูแลง่ายนิดเดียว
  1. ฝึกกางเต็นท์ให้ถูกวิธี การที่คุณเรียนรู้วิธีการกางเต็นท์อย่างถูกวิธี จะทำให้เต็นท์ของคุณไม่เกิดความเสียหาย เพราะบางครั้งการกางเต็นท์ไม่ถูกวิธี อาจทำให้อุปกรณ์บางชิ้นเกิดความเสียหายได้ เช่น อาจจะใส่เสาเต็นท์ผิดอันทำให้เกิดความเสียหายเวลางอเสาเข้ากับเต็นท์ เป็นต้น
  2. อย่าเก็บเต็นท์ของคุณขณะที่เปียกถ้าไม่จำเป็น เพราะอาจจะทำให้เกิดกลิ่นอับได้ เราควรจะนำเต็นท์มาผึ่งลมให้แห้งก่อนและนำเศษสิ่งสกปรกออกจากเต็นท์ แล้วจึงปิดซิปให้เรียบร้อย
  3. ไม่ควรใช้สารเคมีในการทำความสะอาดเต็นท์ เพราะสารเคมีเหล่านี้จะทำลายสารที่เคลือบเต็นท์ไว้ ควรใช้แค่ผ้าชุบน้ำเช็ดก็พอ ห้ามใช้แปรงขัดเพราะแปรงจะทำให้สารเคลือบหลุดออกเช่นกัน
  4. ใช้ผ้าพลาสติกปูรองพื้น ผ้ารองพื้นจะใช้ปูรองพื้นก่อนกางเต็นท์ ประโยชน์คือช่วยปกป้องตัวเต็นท์จากหินและกิ่งไม้อันแหลมคม ซึ่งสิ่งเหล่านี้อาจจะทำให้พื้นเต็นท์เกิดความเสียหายได้ และนอกจากนี้ยังช่วยลดเวลาในการทำความสะอาด เพราะเราเพียงแต่ทำความสะอาดที่ผ้าปูเท่านั้น
  5. ใช้สมอบกปักเต็นท์ บางคนอาจคิดว่าสมอบกไม่จำเป็นเพราะเต็นท์สามารถทรงตัวได้อยู่แล้ว แต่บางครั้งเมื่อลมแรง เต็นท์อาจจะมีการพลิกซึ่งอาจจะทำให้เต็นท์เสียหาย ถ้าช่วงที่คุณกางเต็นท์มีลมแรงควรจะนำสัมภาระเข้าไปไว้ในเต็นท์ แล้วปักสมอบกยึดไว้ ซึ่งจะช่วยป้องกันเต็นท์พลิกจากแรงลมได้
  6. ใช้อุปกรณ์ซ่อมแซมเต็นท์ถ้าจำเป็น หากเต็นท์คุณเกิดการเสียหาย เช่น ผนังเต็นท์มีรอยฉีกขาด ควรใช้พวกผ้าเทปปิดรอยขาดนั้นไว้ มิฉะนั้นรอยขาดนั้นจะใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ (ลองคิดถึงเสื้อผ้าที่ขาดดู ถ้าเรายิ่งดึงก็จะยิ่งขาดมากขึ้น) อุปกรณ์ซ่อมแซมเต็นท์สามารถหาซื้อได้ตามร้านอุปกรณ์แค้มปิ้งทั่วไป
thank http://www.mrbackpacker.com/gear/gear_6.html

ตัวอย่างวิธีการกางเต็นท์อย่างถูกวิธี

ตัวอย่างวิธีการกางเต็นท์แบบง่ายๆ ที่จะทำให้คุณรู้สึกว่าการกางเต็นท์ไม่ใช่เรื่องยาก ตัวอย่างที่มาแสดงจะเป็นการกางเต็นท์โดม ถ้าเป็นแบบอื่นๆ ก็สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้

1. นำเต็นท์และอุปกรณ์ต่างๆ ออกมาจากถุง ตรวจสอบว่าอุปกรณ์ครบถ้วน

2. เริ่มด้วยการติดตั้งโครงเต็นท์ โดยเอาบริเวณปลายของโครงเสียบกับตรงมุมเต็นท์ ซึ่งจะมีช่องสำหรับเสียบโครงเต็นท์อยู่ หลังจากนั้นให้นำขอเกี่ยวบริเวณตัวเต็นท์ นำมาเกี่ยวกับตัวโครง ถึงขั้นตอนนี้เต็นท์ของคุณจะขึ้นเป็นรูปได้แล้ว สำหรับบางรุ่นอาจจะต้องมีการเอาตัวโครงมาสอดกับตัวเต็นท์ให้ทะลุไปอีกด้าน หนึ่งแล้วงอโครงโดยให้ปลายทั้งสองข้างเสียบเข้าไปในช่องที่มุมเต็นท์

3.หลังจากตั้งโครงแล้วก็จะได้เต็นท์ ที่พร้อมจะกางฟลายชีทได้

4.ติดตั้งเสาสำหรับฟลายชีท โดยนำเสามาพาดกลางเต็นท์และผูกตัวเสาฟลายชีทกับบริเวณกลางเต็นท์ที่เสาโครงเต็นท์สองด้านตัดกัน

5. ติดตั้งฟลายชีทโดยนำขอเกี่ยวของฟลายชีทเกี่ยวกับบริเวณมุมเต็นท์ทั้ง 2 ด้าน แล้วนำฟลายชีทมาพาดเสากลาง

6. ติดตั้งฟลายชีทอีกด้าน เมื่อเสร็จเรียบร้อยก็จะได้เต็นท์ที่เสร็จสมบูรณ์

thank http://www.mrbackpacker.com/gear/gear_7.html

ข้อควรพิจารณาในการเลือกซื้อเต็นท์

ก่อนที่เราจะซื้อเต็นท์สักหลัง เราควรพิจารณาข้อมูลต่างๆ หลายๆ ด้าน แรกสุด เราควรจะสามารถตอบคำถามเหล่านี้ให้ได้เสียก่อนที่จะพิจารณาเลือกซื้อเต็นท์ สักหลัง
  • จะซื้อเต็นท์แบบไหนดีนะ
    เราเที่ยวบ่อยแค่ไหน?
    ถ้าในปีหนึ่งๆ เราเที่ยวแค่ไม่กี่ครั้ง ก็อาจจะยืมเต็นท์เพื่อนๆ เอาจะคุ้มกว่า เพราะถ้าเสียเงินซื้อไปแล้วไม่ค่อยได้ใช้ อุปกรณ์บางอย่างจะเสื่อมตามกาลเวลา เช่น สารเคลือบเต็นท์บริเวณผนังเต็นท์อาจจะหลุดลอกเมื่อเวลาผ่านไป เป็นต้น
  • งบประมาณมีเท่าไร? งบประมาณจะส่งผลต่อเต็นท์ที่เราจะเลือกซื้อ ถ้างบประมาณเราน้อยก็อาจจะได้เต็นท์ที่มีคุณสมบัติไม่มากเท่าไร ถ้าคุณต้องการเต็นท์ที่ดี แน่นอนก็ต้องจ่ายแพงกว่า ทั้งนี้ขึ้นกับงบประมาณของคุณเป็นหลัก เพราะใครๆ ก็อยากได้เต็นท์ที่ดีอยู่แล้ว
  • เต็นท์ที่เราซื้อจะไปใช้กับการเดินทางท่องเที่ยวแบบไหน? เช่น การขับรถเที่ยว (คาร์แค้มป์) หรือการเดินป่า เป็นต้น ถ้าหากคุณชอบขับรถเที่ยว น้ำหนักของเต็นท์อาจจะไม่สำคัญเท่าไรในการพิจารณาเลือกซื้อ แต่หากคุณต้องเดินป่าระยะไกลก็อาจจะต้องพิจารณาถึงเรื่องน้ำหนักและ คุณสมบัติเฉพาะบางอย่างเป็นพิเศษ ทั้งนี้ขึ้นกับสไตล์การท่องเที่ยวของคุณ
  • ภูมิอากาศของสถานที่ที่เราไปแค้มปิ้ง หากคุณชอบไปป่าหน้าฝน พวกอุปกรณ์กันฝนก็เป็นปัจจัยสำคัญในการเลือกซื้อ เพราะเต็นท์บางรุ่นจะมีอุปกรณ์กันฝนมาให้ (เช่น ฟลายชีท) บางรุ่นก็ไม่มี
  • ขนาดของเต็นท์ที่คุณต้องการ คุณต้องการเต็นท์ที่นอนได้กี่คน ไม่ใช่ว่าเต็นท์ขนาดใหญ่จะดีกว่าเต็นท์ขนาดเล็ก เพราะขนาดจะแปรผันตรงกับน้ำหนัก หากไปป่าที่ต้องเดินก็ควรพิจารณาซื้อเต็นท์เล็กนอนได้ 1-2 คน ถ้าเที่ยวกับรถก็ซื้อใหญ่กว่าก็ได้ไม่มีปัญหา

หลังจากที่คุณสามารถตอบคำถามในใจคุณได้แล้ว ลองดูในใบตัวอย่างสินค้าของแต่ละยี่ห้อ คุณก็จะสามารถเลือกเต็นท์ได้แล้วว่ามีรุ่นไหนที่ตรงกับที่คุณต้องการบ้าง คราวนี้ก็ถึงเวลาที่เราต้องไปซื้อเต็นท์กันแล้ว เราจะมีวิธีเลือกและตรวจสอบตัวเต็นท์ที่จะซื้ออย่างไรบ้าง

  1. เมื่อเราได้คำตอบแล้วว่าเราต้องการเต็นท์แบบไหน ก็ลองหารายละเอียดตัวอย่างสินค้าของแต่ละยี่ห้อมาดูก่อน ศึกษาก่อนว่าแต่ละยี่ห้อมีรุ่นไหนที่ตรงกับความต้องการของคุณบ้าง ซึ่งคุณควรพิจารณายี่ห้อของเต็นท์ที่คุณจะซื้อด้วยว่ามีบริการเป็นอย่างไร ถ้าสินค้ามีปัญหาจะนำมาเปลี่ยนหรือซ่อมได้หรือไม่
  2. พาเพื่อนๆ ที่ชอบเที่ยวกับคุณมาช่วยเลือกเต็นท์กับคุณด้วย เพราะเขาเหล่านั้นอาจจะได้มานอนในเต็นท์ที่คุณซื้อ ให้เขาช่วยตัดสินใจกับคุณ ยังไงซะหลายตาดีกว่าตาเดียว บางครั้ง เพื่อนบางคนอาจจะเคยมีประสบการณ์ในการใช้เต็นท์บางประเภท ซึ่งจะสามารถให้ความคิดเห็นเพิ่มเติมได้อีกด้วย
  3. ลองกางเต็นท์ดู แกะออกจากถุงแล้วลองกางดูว่ากางยากหรือเปล่า เต็นท์บางรุ่นกว่าจะกางได้เสร็จเล่นเอาเหนื่อยเหมือนกัน ถ้าสงสัยอะไรก็ให้ถามพนักงาน แล้วลองดูสเป็คข้างถุงเต็นท์ว่าตรงกับตัวเต็นท์หรือเปล่า
  4. มุดเข้าไปในตัวเต็นท์ลองนั่งดูว่าพื้นที่ใช้สอยมากพอตามความต้อง การหรือไม่ หน้าต่างระบายอากาศมีมากพอหรือไม่ แล้วลองนั่งจินตนการดูว่าพวกกระเป๋า รองเท้า อุปกรณ์ต่างๆ ของเราจะวางไว้ตรงไหนของเต็นท์ แล้วจะมีที่เหลือพอสำหรับนอนหรือเปล่า
  5. ตรวจสอบตะเข็บเต็นท์ตามมุมต่างๆ ว่าเย็บดีหรือไม่ ลองรูดซิปตามประตูหน้าต่างดูว่ามีปัญหาหรือไม่
  6. ตรวจสอบการเคลือบผิวของสารกันน้ำตามตัวเต็นท์ หรือฟลายชีทที่มากับเต็นท์ ตามปรกติพวกฟลายชีทและผนังเต็นท์มักจะเคลือบสารเพื่อกันน้ำซึมไหลเข้าเต็นท์ เอาไว้
  7. หลังจากตรวจสอบทุกอย่างเรียบร้อย ก็ลองเก็บเต็นท์ดูว่าเก็บยากหรือไม่
  8. ถ้าคุณตัดสินใจแล้วว่าเต็นท์นี้แหละที่ใช่แบบที่คุณต้องการ คราวนี้ก็ต้องมาเลือกสีกันแล้ว เต็นท์แต่ละรุ่นจะมีสีให้เลือกไม่มากนัก ไม่เหมือนเสื้อผ้าที่มีสีหลากหลาย ข้อควรพิจารณาคือ สีอ่อนจะช่วยให้แสงส่องผ่านเต็นท์ได้ดีกว่าสีเข้ม ส่วนสีเข้มจะดูดความร้อนได้ดีกว่าสีอ่อน หากใช้ในที่อากาศหนาวก็จะทำให้อุ่นขึ้น ทั้งนี้ขึ้นกับผู้ซื้อด้วยว่าชอบสีสไตล์ไหน
thank http://www.mrbackpacker.com/gear/gear_5.html

ส่วนประกอบของเต็นท์

ส่วนประกอบของเต็นท์

  1. พื้นเต็นท์
    เป็นส่วนที่สัมผัสกับพื้นดิน สามารถกันน้ำและมีความทนทานสูง
  2. ตัวเต็นท์
    เป็นส่วนที่อยู่เหนือพื้นเต็นท์ขึ้นมา ทำหน้าที่กันลม ฝน
  3. เสาหรือโครงเต็นท์
    เป็นส่วนที่ช่วยทำให้เต็นท์ทรงตัวอยู่ได้ เสาเต็นท์ที่นิยมใช้กัน จะมีเป็นแบบอลูมิเนียม และไฟเบอร์กลาส ซึ่งถ้าเป็นเต็นท์สามเหลี่ยม เสาที่ใช้มักจะเป็นอลูมิเนียม ส่วนเต็นท์โดม เต็นท์อุโมงค์จะใช้เป็นไฟเบอร์กลาส ซึ่งมีน้ำหนักเบา มีความยืดหยุ่นสูง สามารถโค้งงอได้
  4. ฟลายชีท
    จะเป็นผ้าที่ใช้กันลมและฝน คุณสมบัติทั่วไปของฟลายชีทคือ สามารถกันน้ำได้เนื่องจากมีการเคลือบสารกันน้ำเอาไว้ ทำให้เวลาฝนตกน้ำจะไม่ไหลเข้าสู่ตัวเต็นท์

    gear_4_3.jpg

  5. สมอบกและเชือก
    ใช้สำหรับยึดเต็นท์กับพื้นดิน เพื่อไม่ให้ปลิวไปกับลม สมอบกจะมีทั้งแบบอลูมิเนียม พลาสติก ซึ่งแต่ละแบบจะมีความแข็งแรงและน้ำหนักไม่เท่ากัน
  6. ประตูและหน้าต่าง
    ใช้สำหรับเป็นทางเข้าออกและเป็นช่องทางระบายอากาศ เต็นท์โดยส่วนใหญ่จะมีประตูด้านเดียว แต่ในบางรุ่นก็มีประตูเข้าออกได้ทั้งสองด้าน ส่วนหน้าต่างจะขึ้นอยู่กับชนิดและรุ่นของเต็นท์ เต็นท์บางชนิดที่ใช้กับอากาศหนาวมากๆ อาจจะไม่มีหน้าต่างเลยก็ได้
  7. ช่องเก็บของ
    เต็นท์บางรุ่นจะมีช่องเก็บของด้านใน ซึ่งจะอยู่บริเวณติดกับผนังเต็นท์ด้านข้าง หรือด้านบนตัวเต็นท์ตรงกึ่งกลาง ซึ่งจะพอเก็บของจุกจิกได้เล็กน้อย เช่น แว่นตา ไฟฉาย ฯลฯ

    gear_4_1.jpg gear_4_2.jpg
thank http://www.mrbackpacker.com/gear/gear_4.html