การหาทิศในป่าเมื่อเราไม่มีอุปกรณ์ใด ๆ หลายคนอาจจะคิดว่าเป็นเรื่องยาก ที่จริงแล้วเราสามารถใช้เทคนิคตามธรรมชาติ เช่น การดูเงา ดูดาว ฯลฯ เพื่อใช้ในการสังเกตทิศได้ ลองดูเทคนิคต่าง ๆ เหล่านี้ ที่คุณสามารถใช้ดูทิศเวลาคุณหลงป่าได้
1. การใช้แสงเงาจากดวงอาทิตย์
วิธีนี้ให้เราเตรียมหาไม้ยาวประมาณ 1 เมตร และที่ว่าง ๆ แล้วทำตามขั้นตอนง่าย ๆ 4 ขั้นตอนดังนี้
* ขั้นแรกให้เราหาไม้สักอันยาวประมาณ 1 เมตรก็พอวางไว้บริเวณพื้นเรียบ (ถ้าพื้นไม่เรียบมีพวกหญ้าหรือก้อนหินจะดูเงาไม่สะดวก) ให้วางไม้ในแนวตั้งหรือปักไม้ลงพื้นดิน แสงอาทิตย์จะส่องกระทบมาที่ไม้ทำให้เกิดเงาขึ้นให้วางไม้ที่เราปักอยู่เอนลง มาทาบกับเงาแล้วหาก้อนหินหรือขีดเครื่องหมายเอาไว้บริเวณปลายไม้ เสร็จแล้วเอาจับไม้ขึ้นมาตั้งอย่างเดิมโดยให้จุดที่เราตั้งไม้เอาไว้เป็นจุด เดียวกับจุดแรก
* ขั้นที่ 2 รอประมาณ 10-15 นาที เงาของแสงอาทิตย์จะมีการเคลื่อนย้ายไปเล็กน้อย ใช้วิธีเดิมคือเอาไม้มาทาบกับเงาแล้วทำเครื่องหมายบนจุดบนปลายไม้
* ขั้นที่ 3 ตอนนี้เราจะมีจุดอยู่ 2 จุดให้ลองลากเส้นจากจุดแรกไปยังจุดที่สองเป็นเส้นตรง จุดแรกที่เราได้มาจะเป็นทิศตะวันตก จุดที่สองจะเป็นทิศเหนือ
* ขั้นที่ 4 ให้เราไปยืนหน้าเส้นตรงที่เราขีดไว้โดยให้จุดแรกอยุ่ทางซ้ายมือของเรา จุดที่สองอยู่ทางขวามือเรา ทิศเหนือจะอยู่ด้านหน้าของเรานี่เอง
วิธีนี้จะไม่เหมาะในเวลาก่อนหรือหลังเที่ยงเล็กน้อย เพราะช่วงนี้เงาตกกระทบจะไม่ค่อยทอดเป็นแนวยาว ซึ่งอาจจะทำให้การหาดทิศไม่แม่นยำ
2. การใช้นาฬิกาข้อมือ
ถ้า คุณมีนาฬิกาข้อมืออยู่ สิ่งนี้จะช่วยคุณในการหาทิศได้ นาฬิกาที่ใช้จะเป็นนาฬิกาแบบเข็มหรือนาฬิกาแบบดิจิตอลก็ได้ แต่ถ้าเป็นแบบเข็มจะง่ายกว่า วิธีการคือให้ตั้งนาฬิกาในอยู่ในแนวราบขนานกับพื้น โดยให้เข็มที่บอกชั่วโมงชี้ไปยังดวงอาทิตย์ ทำการแบ่งครึ่งมุมระหว่างเข็มสั้นกับจุด 12.00 นาฬิกา ยกตัวอย่างจากในรูปเวลาขณะนั้นประมาณเกือบบ่ายสามโมง เราก็ให้เข็มบอกชั่วโมงซึ่งขณะนั้นอยู่ที่เลข 3 ชี้ไปยังดวงอาทิตย์ แล้วทำการแบ่งครึ่งมุมระหว่างเลข 12 กับเลข 3 ซึ่งก็จะได้จุดที่อยู่ประมาณเลขหนึ่งกับเลขสอง ทำการจินตนาการลากเส้นตรงบริเวณเลขหนึ่งกว่า ๆ ที่เราแบ่งได้ผ่านจุดกึ่งกลาง เราจะได้เส้นตรงมาหนึ่งเส้น จุดที่เราได้จุดแรก (จุดที่เราแบ่งมุมมา) จะเป็นทิศใต้ส่วนอีกด้านจะเป็นทิศเหนือ วิธีนี้จะ แม่นยำหากนาฬิกาของคุณตรงกับเวลาที่แท้จริง ถ้าคุณใช้นาฬิกาแบบดิจิตอลคุณอาจจะดูเวลาขณะนั้นแล้วใช้วิธีวาดรูปวงกลมบน กระดาษเอาก็ได้ โดยวาดรูปเข็มสั้น ยาว ให้ตรงกับเวลาปัจจุบัน
3. การดูดาว
วิธีการหาทิศอีกวิธีที่นิยมใช้กับมากคือการหาดาว เหนือ ส่วนใหญ่คนที่ดูดาวไม่เป็นจะมีปัญหาในการหาตำแหน่งของดาวเหนือ ซึ่งวิธีการหาดาวเหนือจะมีวิธีสังเกตได้ไม่ยาก โดยเราจะสามารถสังเกตดาวเหนือโดยอาศัยกลุ่มจระเข้ และกลุ่มดาวแคสสิโอเปีย เป็นหลัก โดยกลุ่มดาวจระเข้จะมีดาวฤกษ์ที่เรียงกัน 7 ดวงเป็นส่วนของหางจระเข้(Usa Major) (ถ้าใครเคยดูการ์ตูนคงนึกถึงดาวที่อยู่ที่หน้าอกเคนชิโร่ ในฤทธิ์หมัดดาวเหนือออก) โดยหากสังเกตที่ดาวจระเข้ตรงดาวดวงที่ 7 ลองจินตการลากเส้นตรงขึ้นไปจะเห็นดาวที่สุดสว่างอยู่ดวงเดียว ดาวดวงนั้นจะเป็นดาวเหนือ (ดูรูปประกอบ) ซึ่งตำแหน่งดาวเหนืออาจจะเยื้องจากเส้นเล็กน้อย ขึ้นกับฤดูกาลด้วย หรือถ้าดูจากดดาวแคสสิโอเปียตรงจุดกลึ่งการตัว M ลองจินตนาการลากเส้นตรงก็จะเจอดาวเหนือเช่นกัน
กลุ่มดาวแคสสิโอเปีย เป็นกลุ่มดาวในซีกฟ้าเหนือ เป็นกลุ่มดาวที่สังเกตและจดจำได้ง่าย ประกอบด้วยดาวฤกษ์สว่าง 5 ดวง เรียงตัวกันเป็นรูปตัวเอ็ม (M) คนไทยจะเห็นเป็นรูปค้างคาว จึงเรียกชื่อกลุ่มดาวนี้ว่า "กลุ่มดาวค้างคาว"
นอกจากนี้เรายังสามารถหาทิศจากกลุ่มดาวทางใต้ โดยสังเกตจากกลุ่มดาวกางเขนใต้ (Southern Cross) โดยกลุ่มดาวนี้จะมีขนาดเล็กประกอบด้วยดาว 4 ดาว ลองดูจะคล้ายกับไม้กางเขน ลองลาดเส้นตรงผ่านบริเวณหัวและท้ายของไม้กางเขนโดยให้ และให้จินตนาการหาจุดที่ห่างออกไปจากปลายกางเขน เป็นระยะประมาณ 5 เท่าของระยะจากหัวกางเขนไปท้ายกางเขน เมื่อได้จุดนี้แล้ว ลองมองจากจุดนี้ตรงลงมายังพื้นดิน ทิศนี้จะเป็นทิศใต้ ส่วนทิศเหนือก็จะอยู่ตรงกันข้าม
4. การดูพระจันทร์
เราสามารถใช้ดวงจันทร์เพื่อดูทิศอย่างหยาบ ๆ ได้ โดยวิธีง่าย ๆ คือดูเวลาการขึ้นลงของดวงจันทร์หากดวลจันทร์ขึ้นก่อนที่พระอาทิตย์จะตกด้าน สว่างของดวงจันทร์จะเป็นทิศตะวันตก หากดวงจันทร์ขึ้นหลังเที่ยวคืน ด้านสว่างของดวงจันทร์จะเป็นทิศตะวันออก วิธีนี้อาจจะไม่ค่อยแม่นยำนัก เพราะบางทีดวงจันทร์อาจจะขึ้นมาแล้วแต่เรามองไม่เห็นเพราะเมฆมาก และช่วงพระจันทร์เต็มดวงหรือใกล้เต็มดวง ดวงจันทร์จะสว่างทั้งดวงทำให้เราไม่ทราบว่าจะใช้ด้านใดของดวงจันทร์เป็นด้าน สว่าง
5.. การใช้อุปกรณ์
วิธีนี้เป็นวิธีง่ายที่สุด คือการใช้อุปกรณ์ที่ดูทิศได้ เช่นเข็มทิศ หรือนาฬิกาที่สามารถบอกทิศได้ วิธีนี้ค่อนข้างจะแม่นยำ แต่โดยส่วนใหญ่เวลาที่เราหลงทางมักจะไม่มีอุปกรณ์เหล่านี้ติดตัวมาด้วย จึงจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้วิธีอื่น ๆ เพิ่มเติม
ที่มา http://www.mrbackpacker.com
เมื่อเราหลงป่าแล้วจะทำอย่างไรดี
การเดินทางในป่านั้น สิ่งที่คนเราส่วนใหญ่กลัวกันมากที่สุด คงไม่พ้นเรื่องการหลงป่าแน่ๆ ครับ รองๆลงไปคงจะเป็นการกลัวเป็นโรคมาลาเรีย และโรคจากตัวไรอ่อนที่กำลังเกิดขึ้นกับนักเดินทาง แล้วก็กลัวสัตว์ป่าที่ดุร้ายทำอันตราย ทีนี้ผมมีเทคนิคง่ายๆ ในการป้องกันเรื่องต่างๆ ดังที่ได้กล่าวมาขั้นต้นดังนี้ครับ
เมื่อเดินหลงป่า
ทะเลขุนเขาถ้าหลงทางล่ะก็....หนาว
การแก้ไขปัญหาหากว่าเราเกิดหลงป่าขึ้นมานั้น พรานหลายๆ ท่านได้แนะนำและก็บอกกับวิธีมาดังนี้ครับ
1.ให้สังเกตทิวไม้
ถ้าหลงป่าให้พยายามเดินขึ้นที่สูงเอาไว้ให้สังเกตว่าชายเขาอยู่ ที่ไหนให้ยึดแนวนั้นเป็นหลัก เพราะสุดชายเขามักจะมีลำธารอยู่เสมอ ชาวบ้านป่ามักจะอาศัยอยู่ติดกับต้นน้ำลำธาร เมื่อพบลำธารก็จะพบบ้านคน พร้อมกันนั้นให้สังเกตทิวไม้ชายเขา ดูสีของใบไม้ของป่าบริเวณนั้นเป็นหลัก ช่วงที่มีน้ำอุดมสมบูรณ์ใบไม้จะเขียว แต่ผิดจากใบไม้ในส่วนอื่น ๆ ที่จางกว่า มุ่งไปได้เลย รับรองว่าเจอน้ำในจุดนั้นอย่างแน่นอน แล้วจึงค่อย ๆ เดินตามน้ำที่ไหลลงไป รับรองว่าได้รอดออกจากป่าแน่นอนครับ
2. ให้สังเกตรากไม้
บ่อยครั้งที่ความแห้งแล้งเกิดขึ้น หากเดินไปพบลำธารที่แห้งแล้วก็จะรู้ได้อย่างไรว่ายามมีน้ำจะไหลลงไปทางไหน พรานสอนไว้ว่าให้สังเกตรากไม้ลำธารแห้งว่า รากไม้ลู่ไปทางทิศไหน ก็ให้ไปทางนั้น เพราะยามลำธารมีน้ำ รากไม้จะลู่ไปตามน้ำเสมอไป ให้ท่านเดินไปแล้วจะพบน้ำหรือบ้านคนแน่นอน
การหลีกเลี่ยงจากโรคมาลาเรียและโรคจากไรอ่อน
มีธารน้ำ ปลายลำธาร
ย่อมมีบ้านคน
การ พิจารณาภูมิประเทศในการนอนพักแรมเป็นสิ่งสำคัญมาก โดยเฉพาะในป่าเขา เพราะจุดพักแรมใดที่มีความชื้น จุดนั้นจะเป็นแหล่งเพาะยุงที่อาจมีเชื้อไข้มาลาเรีย บ่อยครั้งที่พบในป่าชื้นที่มีต้นไม้ขึ้นเป็นดง มีตะไคร่น้ำขึ้นเขียวพร้อมกับฟอสฟอรัสเรืองแสงเต็มไปหมด พรานสอนว่าอย่าไปลงแคมป์พักแรมเป็นอันขาดเลย เพราะที่ชื้นแบบนั้นรับรองมาลาเรียเพียบแต่ส่วนใหญ่พวกเราก็มักจะพักแรมกัน เนื่องจากสะดวกในการทำกิจกรรมทั้งการประกอบอาหารหรือชำระร่างกาย ดังนั้นเราจึงควรป้องกันไม่ให้ยุงและไรอ่อนกัดเราได้ โดยการสมเสื้อที่มิดชิด ทายาป้องกันยุงกันและแมลง และนอนในเต็นท์ หรือเปลที่มีมุ้งป้องกัน และในกรณีที่ออกจากป่าแล้วมีไข้สูงหนาวสั่น ถ้าไม่แน่ใจให้รีบพบแพทย์โดยด่วน เพื่อเจาะเลือดตรวจสอบ
ป้องกันสัตว์ป่าทำร้าย
หลายครั้งที่พวกเราต้องรอนแรมอยู่ในป่า อาจได้ยินเสียงช้างป่าร้องอยู่ใกล้ๆ หากเป็นเราท่านทั่วไป ก็มักจะคิดและนึกว่าสัตว์ป่าย่อมกลัวไฟเสมอ เลยมักจะก่อกองไฟกันไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้มันเข้ามาใกล้เรา ซึ่งโดยทั่วไปแล้วนั่นใช่ว่าสัตว์ป่ากลัวไฟ แต่ไอ้ไฟที่ว่านั้นมันเป็นไฟป่าต่างหากที่พวกมันกลัว ไม่ใช่กองไฟย่อมๆที่พวกเราก่อ เพราะว่าโดยทั่วไปแล้วช้างป่า มันจะวิ่งเข้ามาหากองไฟเพื่อหาความอบอุ่นเสมอ เพราะฉะนั้นดูให้ดีเสียก่อนล่ะว่ามีสัตว์อะไรอยู่แถวนั้น หากเป็นช้างป่าก็อย่าไปจุดกองไฟเชียวเดี๋ยวจะวิ่งกันกระเจิงแล้วหาว่าไม่ เตือนน่ะครับ แต่หากว่าเป็นสัตว์ป่าทั่วไป คงจะจุดไว้ได้เพื่อเป็นการป้องกัน
ที่มา http://www.mrbackpacker.com
เมื่อเดินหลงป่า
ทะเลขุนเขาถ้าหลงทางล่ะก็....หนาว
การแก้ไขปัญหาหากว่าเราเกิดหลงป่าขึ้นมานั้น พรานหลายๆ ท่านได้แนะนำและก็บอกกับวิธีมาดังนี้ครับ
1.ให้สังเกตทิวไม้
ถ้าหลงป่าให้พยายามเดินขึ้นที่สูงเอาไว้ให้สังเกตว่าชายเขาอยู่ ที่ไหนให้ยึดแนวนั้นเป็นหลัก เพราะสุดชายเขามักจะมีลำธารอยู่เสมอ ชาวบ้านป่ามักจะอาศัยอยู่ติดกับต้นน้ำลำธาร เมื่อพบลำธารก็จะพบบ้านคน พร้อมกันนั้นให้สังเกตทิวไม้ชายเขา ดูสีของใบไม้ของป่าบริเวณนั้นเป็นหลัก ช่วงที่มีน้ำอุดมสมบูรณ์ใบไม้จะเขียว แต่ผิดจากใบไม้ในส่วนอื่น ๆ ที่จางกว่า มุ่งไปได้เลย รับรองว่าเจอน้ำในจุดนั้นอย่างแน่นอน แล้วจึงค่อย ๆ เดินตามน้ำที่ไหลลงไป รับรองว่าได้รอดออกจากป่าแน่นอนครับ
2. ให้สังเกตรากไม้
บ่อยครั้งที่ความแห้งแล้งเกิดขึ้น หากเดินไปพบลำธารที่แห้งแล้วก็จะรู้ได้อย่างไรว่ายามมีน้ำจะไหลลงไปทางไหน พรานสอนไว้ว่าให้สังเกตรากไม้ลำธารแห้งว่า รากไม้ลู่ไปทางทิศไหน ก็ให้ไปทางนั้น เพราะยามลำธารมีน้ำ รากไม้จะลู่ไปตามน้ำเสมอไป ให้ท่านเดินไปแล้วจะพบน้ำหรือบ้านคนแน่นอน
การหลีกเลี่ยงจากโรคมาลาเรียและโรคจากไรอ่อน
มีธารน้ำ ปลายลำธาร
ย่อมมีบ้านคน
การ พิจารณาภูมิประเทศในการนอนพักแรมเป็นสิ่งสำคัญมาก โดยเฉพาะในป่าเขา เพราะจุดพักแรมใดที่มีความชื้น จุดนั้นจะเป็นแหล่งเพาะยุงที่อาจมีเชื้อไข้มาลาเรีย บ่อยครั้งที่พบในป่าชื้นที่มีต้นไม้ขึ้นเป็นดง มีตะไคร่น้ำขึ้นเขียวพร้อมกับฟอสฟอรัสเรืองแสงเต็มไปหมด พรานสอนว่าอย่าไปลงแคมป์พักแรมเป็นอันขาดเลย เพราะที่ชื้นแบบนั้นรับรองมาลาเรียเพียบแต่ส่วนใหญ่พวกเราก็มักจะพักแรมกัน เนื่องจากสะดวกในการทำกิจกรรมทั้งการประกอบอาหารหรือชำระร่างกาย ดังนั้นเราจึงควรป้องกันไม่ให้ยุงและไรอ่อนกัดเราได้ โดยการสมเสื้อที่มิดชิด ทายาป้องกันยุงกันและแมลง และนอนในเต็นท์ หรือเปลที่มีมุ้งป้องกัน และในกรณีที่ออกจากป่าแล้วมีไข้สูงหนาวสั่น ถ้าไม่แน่ใจให้รีบพบแพทย์โดยด่วน เพื่อเจาะเลือดตรวจสอบ
ป้องกันสัตว์ป่าทำร้าย
หลายครั้งที่พวกเราต้องรอนแรมอยู่ในป่า อาจได้ยินเสียงช้างป่าร้องอยู่ใกล้ๆ หากเป็นเราท่านทั่วไป ก็มักจะคิดและนึกว่าสัตว์ป่าย่อมกลัวไฟเสมอ เลยมักจะก่อกองไฟกันไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้มันเข้ามาใกล้เรา ซึ่งโดยทั่วไปแล้วนั่นใช่ว่าสัตว์ป่ากลัวไฟ แต่ไอ้ไฟที่ว่านั้นมันเป็นไฟป่าต่างหากที่พวกมันกลัว ไม่ใช่กองไฟย่อมๆที่พวกเราก่อ เพราะว่าโดยทั่วไปแล้วช้างป่า มันจะวิ่งเข้ามาหากองไฟเพื่อหาความอบอุ่นเสมอ เพราะฉะนั้นดูให้ดีเสียก่อนล่ะว่ามีสัตว์อะไรอยู่แถวนั้น หากเป็นช้างป่าก็อย่าไปจุดกองไฟเชียวเดี๋ยวจะวิ่งกันกระเจิงแล้วหาว่าไม่ เตือนน่ะครับ แต่หากว่าเป็นสัตว์ป่าทั่วไป คงจะจุดไว้ได้เพื่อเป็นการป้องกัน
ที่มา http://www.mrbackpacker.com
จะทำอย่างไรเมื่อหลงป่า
เมื่อเราเดินเข้าป่า แน่นอนว่าเราคงจะไม่อยากหลงทาง แต่บางครั้งก็อาจจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ได้ แล้วเราจะทำอย่างไรถ้าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับตัวของเรา ลองมาดูข้อแนะนำเบื้องต้น ที่จะช่วยเราในกรณีที่เราหลงป่า
* ก่อนเดินทาง เราควรจะแจ้งทางบ้านหรือเพื่อนของเราเอาไว้ถึงกำหนดการเดินทาง ว่าเราจะเดินทางไปที่ใด และจะกลับออกมาที่ใด ใช้เวลากี่วัน หากเราเกิดหลงขึ้นมา บุคคลเหล่านี้จะได้สามารถติดต่อ ประสานงานกับบุคคลในพื้นที่ที่เราเดินทาง เพื่อทำการติดตามเราได้
* ควรจะนำอาหารติดกระเป๋าไปด้วย เกิดกรณีหลงทาง จะได้มีอาหารไว้ยังชีพ ตามปรกติเวลาเดินทาง อาหารจะอยู่กับลูกหาบหรือคนที่ดูแลทริป ถ้าหากคนที่ถือเสบียงหลงไปพร้อมเราด้วย คงจะไม่มีปัญหาเรื่องอาหาร แต่ส่วนใหญ่คนที่คอยถือเสบียงเหล่านี้มักจะไม่ค่อยหลงไปพร้อมเรากับด้วย
* ควรจะพกอุปกรณ์ที่ช่วยในการยังชีพพื้นฐานไปด้วย เช่น มีด ไม่ขีดไฟ/ไฟแช็ค เป็นต้น
* ควรจะเรียนรู้การใช้แผนที่และการใช้เข็มทิศเบื้องต้น นักเดินทางส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยรู้วิธีการใช้แผนที่เท่าใดนัก เนื่องจากการเดินทางเข้าป่า เรามักจะอาศัยความชำนาญของคนนำทางในพื้นที่เป็นหลัก หากเป็นสถานที่ที่คนไปท่องเที่ยวกันมาก เส้นทางมักไม่ค่อยมีปัญหา แต่ถ้าเป็นเส้นทางที่เข้าป่าลึก และไม่ค่อยมีคนจะไปกันเท่าใดนัก เราก็ควรจะพกแผนที่และเรียนรู้การใช้ไว้ด้วย คนนำทางเองก็อาจจะพาหลงได้เหมือนกัน หากคุณมีเครื่อง GPS ไปด้วยก็จะเป็นการดี เพราะอุปกรณ์เหล่านี้สามารถบอกพิกัดและเส้นทางที่เราเดินทางได้ หากเกิดหลงทางก็ยังสามารถหาทางกลับได้
* หากคุณรู้ตัวแล้วว่าหลงทางแน่ อย่าตื่นตระหนก เพราะหากคุณตกใจแล้วละก็ คุณจะทำอะไรไม่ถูก และจะทำให้สถานการณ์แย่ลงกว่าเดิม
* พยายามอย่าเดินเพื่อหาทางกลับ เพราะจะทำให้เรายิ่งออกนอกเส้นทางมากขึ้น
* ถ้าเป็นไปได้ เราควรจะทำการก่อไฟไว้สักกอง เพราะไฟจะช่วยให้เราปลอดภัยจากสัตว์ป่าในกลางดึก และยังช่วยให้ความอบอุ่นแก่เราด้วย
* พยายามหาแหล่งน้ำ น้ำเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก เพราะถ้าไม่มีอาหารเรายังสามารถอยู่ได้ แต่ถ้าขาดน้ำเพียง 1-2 วันก็จะเป็นปัญหากับร่างกายแล้ว
* พยายามประหยัดอาหารที่มีอยู่ ไม่ควรกินอาหารมากเหมือนปรกติ เพราะเราไม่รู้ว่าจะหลงทางนานเท่าไหร่ ให้กินพอที่จะอยู่ได้ก็พอแล้ว
* หากไม่มีอาหารเหลือยังชีพ พยายามอย่าเก็บของในป่าที่ไม่แน่ใจว่าจะทานได้ เพราะอาหารหรือผลไม้ในป่าหลายชนิด อาจจะมีมีพิษ ถ้าคุณไม่แน่ใจก็อย่ากินเป็นดีที่สุด จำไว้ว่าร่างกายมนุษย์สามารถอดอาหารได้หลายวัน ไม่ได้กินอะไร 2-3 วันก็ยังไม่ทำให้เสียชีวิตได้
* ให้หาที่กำบัง ที่พอจะกันฝนได้ หากคุณมีฟลายชีสก็จะดีมาก ที่กำบังนี้จะช่วยกันลมและฝนให้กับเรา หากตัวเราเกิดเปียก หรือไม่สบายขึ้นมา จะมีปัญหาอย่างมาก
* หากคุณหลงทางมาแล้วหลายวัน แน่นอนว่าเพื่อน ๆ ของคุณคงจะต้องไปแจ้งให้คนมาช่วยแล้ว การที่จะหาบุคคลในป่าสักคน เป็นเรื่องยาก เนื่องจากสภาพและขนาดของพื้นที่ เราควรจะหาที่โล่งแจ้ง และทำสัญลักษณ์ขอความช่วยเหลือ เช่น การวางเรียงก้อนหินในที่โล่งว่า SOS , HELP เป็นต้น เพราะเครื่องบินที่ผ่านไปมาจะสามารถเห็นได้โดยง่าย
เราคงจะไม่อยากจะหลงทาง แต่ว่าหากเกิดหลงทางแล้วลองทำตามข้อแนะนำข้างต้น ซึ่งอาจจะช่วยคุณได้ไม่มากก็น้อย
ที่มา http://www.mrbackpacker.com
* ก่อนเดินทาง เราควรจะแจ้งทางบ้านหรือเพื่อนของเราเอาไว้ถึงกำหนดการเดินทาง ว่าเราจะเดินทางไปที่ใด และจะกลับออกมาที่ใด ใช้เวลากี่วัน หากเราเกิดหลงขึ้นมา บุคคลเหล่านี้จะได้สามารถติดต่อ ประสานงานกับบุคคลในพื้นที่ที่เราเดินทาง เพื่อทำการติดตามเราได้
* ควรจะนำอาหารติดกระเป๋าไปด้วย เกิดกรณีหลงทาง จะได้มีอาหารไว้ยังชีพ ตามปรกติเวลาเดินทาง อาหารจะอยู่กับลูกหาบหรือคนที่ดูแลทริป ถ้าหากคนที่ถือเสบียงหลงไปพร้อมเราด้วย คงจะไม่มีปัญหาเรื่องอาหาร แต่ส่วนใหญ่คนที่คอยถือเสบียงเหล่านี้มักจะไม่ค่อยหลงไปพร้อมเรากับด้วย
* ควรจะพกอุปกรณ์ที่ช่วยในการยังชีพพื้นฐานไปด้วย เช่น มีด ไม่ขีดไฟ/ไฟแช็ค เป็นต้น
* ควรจะเรียนรู้การใช้แผนที่และการใช้เข็มทิศเบื้องต้น นักเดินทางส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยรู้วิธีการใช้แผนที่เท่าใดนัก เนื่องจากการเดินทางเข้าป่า เรามักจะอาศัยความชำนาญของคนนำทางในพื้นที่เป็นหลัก หากเป็นสถานที่ที่คนไปท่องเที่ยวกันมาก เส้นทางมักไม่ค่อยมีปัญหา แต่ถ้าเป็นเส้นทางที่เข้าป่าลึก และไม่ค่อยมีคนจะไปกันเท่าใดนัก เราก็ควรจะพกแผนที่และเรียนรู้การใช้ไว้ด้วย คนนำทางเองก็อาจจะพาหลงได้เหมือนกัน หากคุณมีเครื่อง GPS ไปด้วยก็จะเป็นการดี เพราะอุปกรณ์เหล่านี้สามารถบอกพิกัดและเส้นทางที่เราเดินทางได้ หากเกิดหลงทางก็ยังสามารถหาทางกลับได้
* หากคุณรู้ตัวแล้วว่าหลงทางแน่ อย่าตื่นตระหนก เพราะหากคุณตกใจแล้วละก็ คุณจะทำอะไรไม่ถูก และจะทำให้สถานการณ์แย่ลงกว่าเดิม
* พยายามอย่าเดินเพื่อหาทางกลับ เพราะจะทำให้เรายิ่งออกนอกเส้นทางมากขึ้น
* ถ้าเป็นไปได้ เราควรจะทำการก่อไฟไว้สักกอง เพราะไฟจะช่วยให้เราปลอดภัยจากสัตว์ป่าในกลางดึก และยังช่วยให้ความอบอุ่นแก่เราด้วย
* พยายามหาแหล่งน้ำ น้ำเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก เพราะถ้าไม่มีอาหารเรายังสามารถอยู่ได้ แต่ถ้าขาดน้ำเพียง 1-2 วันก็จะเป็นปัญหากับร่างกายแล้ว
* พยายามประหยัดอาหารที่มีอยู่ ไม่ควรกินอาหารมากเหมือนปรกติ เพราะเราไม่รู้ว่าจะหลงทางนานเท่าไหร่ ให้กินพอที่จะอยู่ได้ก็พอแล้ว
* หากไม่มีอาหารเหลือยังชีพ พยายามอย่าเก็บของในป่าที่ไม่แน่ใจว่าจะทานได้ เพราะอาหารหรือผลไม้ในป่าหลายชนิด อาจจะมีมีพิษ ถ้าคุณไม่แน่ใจก็อย่ากินเป็นดีที่สุด จำไว้ว่าร่างกายมนุษย์สามารถอดอาหารได้หลายวัน ไม่ได้กินอะไร 2-3 วันก็ยังไม่ทำให้เสียชีวิตได้
* ให้หาที่กำบัง ที่พอจะกันฝนได้ หากคุณมีฟลายชีสก็จะดีมาก ที่กำบังนี้จะช่วยกันลมและฝนให้กับเรา หากตัวเราเกิดเปียก หรือไม่สบายขึ้นมา จะมีปัญหาอย่างมาก
* หากคุณหลงทางมาแล้วหลายวัน แน่นอนว่าเพื่อน ๆ ของคุณคงจะต้องไปแจ้งให้คนมาช่วยแล้ว การที่จะหาบุคคลในป่าสักคน เป็นเรื่องยาก เนื่องจากสภาพและขนาดของพื้นที่ เราควรจะหาที่โล่งแจ้ง และทำสัญลักษณ์ขอความช่วยเหลือ เช่น การวางเรียงก้อนหินในที่โล่งว่า SOS , HELP เป็นต้น เพราะเครื่องบินที่ผ่านไปมาจะสามารถเห็นได้โดยง่าย
เราคงจะไม่อยากจะหลงทาง แต่ว่าหากเกิดหลงทางแล้วลองทำตามข้อแนะนำข้างต้น ซึ่งอาจจะช่วยคุณได้ไม่มากก็น้อย
ที่มา http://www.mrbackpacker.com
การประมาณระยะทางการเดินในแต่ละวัน
ทุกคนย่อมจะอยากรู้ระยะทางที่จะต้องเดินก่อนจะไปเดินจริง หรือ ระยะทางที่เดินผ่านมาแล้วว่าได้เดินไประยะทางเท่าไหร่ หากเป็นสถานที่ยอดฮิตซึ่งมีคนไปจำนวนมาก เช่น ภูกระดึง ภูสอยดาว ฯลฯ ก็มักจะมีข้อมูลระยะทางที่ค่อนข้างจะถูกต้องอยู่แล้ว ซึ่งอาจจะเป็นข้อมูลที่สำรวจโดยหน่วยงานที่รับผิดชอบพื้นที่นั้น ๆ แต่หากเป็นสถานที่แปลก ๆ ที่ไม่ค่อยมีคนไปหรือยังไม่เคยได้รับการสำรวจระยะทาง การที่จะทราบระยะทางที่แน่นอนก็จะค่อนข้างยาก แต่เราก็สามารถการคำนวณหรือกะยะทางเหล่านี้ได้ โดยวิธีการกะระยะทางนั้นพอจะแบ่งได้ออกเป็น 5 วิธี แต่ละวิธีก็จะมีข้อดี ข้อเสีย และความแม่นยำต่างกันออกไป
การคาดคะเนจากการก้าวเดิน
วิธีนี้เป็นวิธีที่ง่ายที่สุด สามารถทำโดยการนับก้าวที่เราเดินไป แล้วนำจำนวนก้าวที่เดินไปคำนวณกับระยะแต่ละก้าวของเราเพื่อคำนวณออกเป็นระยะ ทาง วิธีนี้หากใครเคยเรียนลูกเสือ หรือ รักษาดินแดน คงจะคุ้นเคยกับการกะยะจากวิธีนี้กันบ้าง ซึ่งข้อดีของวิธีนี้ก็คือง่าย ประหยัด แต่ก็มีข้อเสียคือเหมาะกับระยะทางใกล้ ๆ หากเป็นระยะทางไกล ๆ คงไม่มีใครมานั่งนับได้ว่าตัวเองก้าวเท้าไปกี่ก้าว และก็ยังขึ้นกับสภาพของพื้นที่ เพราะพื้นที่ต่างกันระยะการก้าวเท้าก็จะไม่เท่ากันด้วย
การใช้เครื่องนับก้าว เพื่อวัดระยะทางการเดิน
เครื่องวัดระยะทาง
แบบวัดความสั่นสะเทือน
การ ใช้เครื่องนับก้าวหรือ Pedometers จะใช้หลักการเดียวกับการก้าวเดิน เพียงแต่เราจะใช้เครื่องมือเข้ามาช่วยในการนับก้าว เช่น นาฬิกาที่วัดระยะทางได้โดยใช้วัดจากความสั่นสะเทือนจากการก้าวเดิน เป็นต้น ซึ่งข้อดี และข้อเสียก็จะเหมือนกับวิธีแรก แต่จะมีเพิ่มเติมคือสะดวก ไม่ต้องเสียเวลามานั่งนับเอง ซึ่งหากจำนวนก้าวมากอาจจะนับผิด แต่ก็อาจจะมีความผิดพลาด เพราะบางครั้งความสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้น อาจจะไม่ได้เกิดจากการก้าวเดินก็ได้
การใช้ประสบการณ์
วิธีนี้เราจะต้องใช้ประสบการณ์การเดินมากะระยะทาง คนที่มีประสบการณ์การเดินมากจะสามารถประมาณได้ว่าทางราบเราจะเดินทางได้ระยะ ทางเท่าไหร่ หรือ ทางชันจะเดินทางได้ระยะทางเท่าไหร่ โดยจะเอาเวลาที่เดินกับสภาพพื้นที่ เปรียบเทียบกับสถานที่อื่น ๆ ที่เคยไป เช่น หากคุณเคยไปกระดึงแล้วแบกของเองสามารถเดินได้เวลา 4 ชั่วโมง ได้ระยะทางประมาณ 3-4 กิโล (ระยะทางจะมีข้อมูลอยู่แล้วในเอกสารของอุทยานหรือที่ทำการอุทยาน) หากคุณไปดอยอื่น ที่มีความชันพอ ๆ กันแล้วเดินได้โดยใช้เวลาใกล้เคียง คุณก็จะสามารถประมาณระยะทางที่เดินไปได้อย่างคร่าว ๆ โดยวิธีนี้เราจะต้องประสบการณ์ของตัวเราเองเท่านั้นไม่สามารถใช้ประสบการณ์ ของคนอื่นได้ เพราะความเร็วในการเดินของแต่ละคนไม่เท่ากัน บางคนอาจจะเคยได้ยินว่าในหนึ่งชั่วโมงจะเดินได้ประมาณ 3-4 กิโลเมตรในทางราบ แต่เราอาจจะเดินได้เร็วหรือช้ากว่านั้นเราจึงไม่สามารถเอาข้อมูลนี้มาเป็น มาตรฐานในการกะระยะทางได้ แต่วิธีการใช้ประสบการณ์นี้ก็ไม่ถูกต้องแม่นยำมากนัก เพราะบางครั้งเส้นทางมีทั้งขั้นและลง จนยากที่จะประมาณได้
การใช้แผนที่
วิธีนี้เราจะต้องมีแผนที่ที่เชื่อถือได้และมี อัตราส่วนที่ละเอียดพอ และเดินทางโดยใช้เข็มทิศ และก็ลากเส้นทางที่เราเดินในแผนที่ เมื่อได้เส้นทางเดินเราก็จะสามารถวัดระยะทางได้ ซึ่งหากเส้นทางที่เราทำการลากถูก ก็จะสามารถวัดระยะทางได้โดยง่าย แต่ความเป็นจริง อาจจะมีการเดินหลงจนต้องเดินย้อนไปมา ซึ่งจะทำให้เส้นทางไม่ถูกต้อง เพราะเราไม่ได้ลากเส้นกลับไปหาระหว่างหาทางอยู่ด้วย ระยะทางที่วัดได้จึงอาจจะน้อยกว่าความเป็นจริง
การใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
เครื่อง GPS ใช้วัดระยะทาง
และเส้นทาง
เรา สามารถใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์บางชนิดในการวัดระยะทางได้ เช่น เครื่อง GPS ซึ่งเราสามารถนำข้อมูลแผนที่โหลดเข้าเครื่อง พอเริ่มเดินทางเครื่องนี้ก็จะทำการพล็อตเส้นทางเดินพร้อมทิศทางโดยจับสัญญาณ จากดาวเทียม ซึ่งข้อดีก็คือง่าย ความถูกต้องแม่นยำสูง รวดเร็ว เมื่อเราเดินจนสุดเส้นทาง เราก็สามารถนำเครื่อง GPS ต่อคอมพิวเตอร์เพื่อดึงเส้นทางที่เราเดินออกมา พร้อมทั้งสามารถคำนวณระยะทางได้โดยอัตโนมัติ และในเครื่องบางรุ่นที่ทันสมัยหน่อย จะสามารถทำภาพตัดเพื่อแสดงความสูงของเส้นทางที่เราเดินได้อีกด้วย แต่ข้อเสียก็มีเช่นกันคือ เครื่อง GPS ราคาจะมีตั้งแต่หลักหลาย ๆ พันจนถึงหลายหมื่นบาท ซึ่งนักเดินทางส่วนใหญ่ในบ้านเรามักจะไม่ค่อยมีเครื่องพวกนี้กัน เพราะการเดินทางของเรามักจะใช้คนนำทางเป็นหลัก แต่หากเป็นในต่างประเทศส่วนใหญ่จะไม่มีคนนำทาง หากต้องการเดินเส้นทางไหนก็ไปซื้อแผนที่อัตราส่วน 1:50,000 มาและใช้เครื่อง GPS เดินกันเองเลย
ที่มา http://www.mrbackpacker.com
การคาดคะเนจากการก้าวเดิน
วิธีนี้เป็นวิธีที่ง่ายที่สุด สามารถทำโดยการนับก้าวที่เราเดินไป แล้วนำจำนวนก้าวที่เดินไปคำนวณกับระยะแต่ละก้าวของเราเพื่อคำนวณออกเป็นระยะ ทาง วิธีนี้หากใครเคยเรียนลูกเสือ หรือ รักษาดินแดน คงจะคุ้นเคยกับการกะยะจากวิธีนี้กันบ้าง ซึ่งข้อดีของวิธีนี้ก็คือง่าย ประหยัด แต่ก็มีข้อเสียคือเหมาะกับระยะทางใกล้ ๆ หากเป็นระยะทางไกล ๆ คงไม่มีใครมานั่งนับได้ว่าตัวเองก้าวเท้าไปกี่ก้าว และก็ยังขึ้นกับสภาพของพื้นที่ เพราะพื้นที่ต่างกันระยะการก้าวเท้าก็จะไม่เท่ากันด้วย
การใช้เครื่องนับก้าว เพื่อวัดระยะทางการเดิน
เครื่องวัดระยะทาง
แบบวัดความสั่นสะเทือน
การ ใช้เครื่องนับก้าวหรือ Pedometers จะใช้หลักการเดียวกับการก้าวเดิน เพียงแต่เราจะใช้เครื่องมือเข้ามาช่วยในการนับก้าว เช่น นาฬิกาที่วัดระยะทางได้โดยใช้วัดจากความสั่นสะเทือนจากการก้าวเดิน เป็นต้น ซึ่งข้อดี และข้อเสียก็จะเหมือนกับวิธีแรก แต่จะมีเพิ่มเติมคือสะดวก ไม่ต้องเสียเวลามานั่งนับเอง ซึ่งหากจำนวนก้าวมากอาจจะนับผิด แต่ก็อาจจะมีความผิดพลาด เพราะบางครั้งความสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้น อาจจะไม่ได้เกิดจากการก้าวเดินก็ได้
การใช้ประสบการณ์
วิธีนี้เราจะต้องใช้ประสบการณ์การเดินมากะระยะทาง คนที่มีประสบการณ์การเดินมากจะสามารถประมาณได้ว่าทางราบเราจะเดินทางได้ระยะ ทางเท่าไหร่ หรือ ทางชันจะเดินทางได้ระยะทางเท่าไหร่ โดยจะเอาเวลาที่เดินกับสภาพพื้นที่ เปรียบเทียบกับสถานที่อื่น ๆ ที่เคยไป เช่น หากคุณเคยไปกระดึงแล้วแบกของเองสามารถเดินได้เวลา 4 ชั่วโมง ได้ระยะทางประมาณ 3-4 กิโล (ระยะทางจะมีข้อมูลอยู่แล้วในเอกสารของอุทยานหรือที่ทำการอุทยาน) หากคุณไปดอยอื่น ที่มีความชันพอ ๆ กันแล้วเดินได้โดยใช้เวลาใกล้เคียง คุณก็จะสามารถประมาณระยะทางที่เดินไปได้อย่างคร่าว ๆ โดยวิธีนี้เราจะต้องประสบการณ์ของตัวเราเองเท่านั้นไม่สามารถใช้ประสบการณ์ ของคนอื่นได้ เพราะความเร็วในการเดินของแต่ละคนไม่เท่ากัน บางคนอาจจะเคยได้ยินว่าในหนึ่งชั่วโมงจะเดินได้ประมาณ 3-4 กิโลเมตรในทางราบ แต่เราอาจจะเดินได้เร็วหรือช้ากว่านั้นเราจึงไม่สามารถเอาข้อมูลนี้มาเป็น มาตรฐานในการกะระยะทางได้ แต่วิธีการใช้ประสบการณ์นี้ก็ไม่ถูกต้องแม่นยำมากนัก เพราะบางครั้งเส้นทางมีทั้งขั้นและลง จนยากที่จะประมาณได้
การใช้แผนที่
วิธีนี้เราจะต้องมีแผนที่ที่เชื่อถือได้และมี อัตราส่วนที่ละเอียดพอ และเดินทางโดยใช้เข็มทิศ และก็ลากเส้นทางที่เราเดินในแผนที่ เมื่อได้เส้นทางเดินเราก็จะสามารถวัดระยะทางได้ ซึ่งหากเส้นทางที่เราทำการลากถูก ก็จะสามารถวัดระยะทางได้โดยง่าย แต่ความเป็นจริง อาจจะมีการเดินหลงจนต้องเดินย้อนไปมา ซึ่งจะทำให้เส้นทางไม่ถูกต้อง เพราะเราไม่ได้ลากเส้นกลับไปหาระหว่างหาทางอยู่ด้วย ระยะทางที่วัดได้จึงอาจจะน้อยกว่าความเป็นจริง
การใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
เครื่อง GPS ใช้วัดระยะทาง
และเส้นทาง
เรา สามารถใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์บางชนิดในการวัดระยะทางได้ เช่น เครื่อง GPS ซึ่งเราสามารถนำข้อมูลแผนที่โหลดเข้าเครื่อง พอเริ่มเดินทางเครื่องนี้ก็จะทำการพล็อตเส้นทางเดินพร้อมทิศทางโดยจับสัญญาณ จากดาวเทียม ซึ่งข้อดีก็คือง่าย ความถูกต้องแม่นยำสูง รวดเร็ว เมื่อเราเดินจนสุดเส้นทาง เราก็สามารถนำเครื่อง GPS ต่อคอมพิวเตอร์เพื่อดึงเส้นทางที่เราเดินออกมา พร้อมทั้งสามารถคำนวณระยะทางได้โดยอัตโนมัติ และในเครื่องบางรุ่นที่ทันสมัยหน่อย จะสามารถทำภาพตัดเพื่อแสดงความสูงของเส้นทางที่เราเดินได้อีกด้วย แต่ข้อเสียก็มีเช่นกันคือ เครื่อง GPS ราคาจะมีตั้งแต่หลักหลาย ๆ พันจนถึงหลายหมื่นบาท ซึ่งนักเดินทางส่วนใหญ่ในบ้านเรามักจะไม่ค่อยมีเครื่องพวกนี้กัน เพราะการเดินทางของเรามักจะใช้คนนำทางเป็นหลัก แต่หากเป็นในต่างประเทศส่วนใหญ่จะไม่มีคนนำทาง หากต้องการเดินเส้นทางไหนก็ไปซื้อแผนที่อัตราส่วน 1:50,000 มาและใช้เครื่อง GPS เดินกันเองเลย
ที่มา http://www.mrbackpacker.com
การเตรียมตัวสำหรับการล่องแก่ง
การผจญภัยในสายน้ำเชี่ยวนั้นจะต้องมีการเตรียมตัวมากกว่าการท่องเที่ยว แบบอื่นเสียด้วยซ้ำ เพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายที่จะเกิดขึ้นโดยไม่คาดคิดมาก่อน ซึ่งมีรายละเอียดปลีกย่อย ดังนี้
* ควรงดดื่มสุราและของมึนเมาในขณะล่องแก่งโดยเด็ดขาด เพราะมันจะเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ถ้าหากท่านตกลงในสายน้ำเชี่ยวในขณะที่ท่านไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้
* การ แต่งกาย ไม่ต้องหรูหรา ควรยึดความคล่องตัวเป็นหลัก เสื้อผ้าที่ใส่นั้นควรกระชับ และคล่องตัวยามที่ต้องว่ายน้ำและปีนป่ายขึ้นเรือ หรือขึ้นฝั่งเป็นบางโอกาส พวกเสื้อกางเกงหนาๆ ทั้งหลายเก็บเอาไว้ที่บ้านเถอะครับ ไม่ต้องใส่มาให้เสียอารมณ์ป่าวๆ
* การป้องกันแสงแดด ถ้าท่านกลัวแสงแดดเผาผิวอันสวยงามของท่าน ก็กรุณาใส่เสื้อแขนยาวกับกางเกงขาสั้นก็พอ พวกกางเกงยีนหรือกระโปรงนี่อย่าใส่มาเห็นล่ะ ผมจะโห่ให้อายคนอื่นเลยเชียว
* หมวก อาจจะมีความจำเป็นเหมือนกัน เพราะเป็นการยากที่จะหนีพ้นแสงแดด ซึ่งปกติก็จะมีหมวกกันน๊อคสวมใส่อยู่แล้ว แต่อาจจะบังแดดไม่หมด ซึ่งท่านควรสวมหมวกก่อนแล้วค่อยใส่หมวกกันน๊อคอีกทีหนึ่ง ซึ่งมีข้อแม้ว่า หมวกกันน๊อคจะต้องคล้องสายไว้บริเวณใต้คางไว้ด้วย แต่ผมขอแน่ะนำว่าน่าจะใช้ผ้าโพกหัวผืนใหญ่ๆจะดีกว่าครับ
* เครื่องประดับ ไม่ว่าท่านจะรวยล้นฟ้าก็ไม่ควรใส่มา ไม่ว่าจะเป็น สร้อย แหวน กำไล ถอดเก็บไว้ที่บ้านจะปลอดภัยกว่า เพราะตลอดเส้นทางของการล่องแก่งนั้น ไม่มีใครเขามาดูว่าท่านแต่งตัวสวยหรือไม่สวยหรอกครับ ดังนั้นไม่ต้องใส่มาโชว์ เพราะโอกาสที่จะสูญหายระหว่างทางมีมากเมื่อเครื่องประดับนั้นหล่นลงน้ำ
* การฟิตซ้อมร่างกาย ควรฟิตซ้อมร่างกายให้พร้อมหน่อยไม่งั้นจะเป็นการกินแรงเพื่อนๆ การล่องแก่งกับการเดินป่านั้นก็เหนื่อยพอๆ กัน แต่การเดินป่าจะเมื่อยขาเป็นหลักเพราะต้องใช้เท้าเดิน ส่วนการล่องแก่งจะเมื่อยในส่วนแขน ยิ่งถ้าเจอน้ำนิ่งๆ ยิ่งต้องใช้กำลังพายมากขึ้น และควรนึกถึงตอนท่านตกน้ำด้วยว่า จะต้องใช้กำลังว่ายในสายน้ำที่เชี่ยวมากทีเดียว การฟิตซ้อมร่างกายจึงถือว่าเป็นส่วนสำคัญมากอีกเหมือนกัน
* การกันน้ำเข้าสัมภาระ สัมภาระชนิดใดที่น้ำเข้าน้อยที่สุด ก็ถุงพลาสติกกับหนังสติ๊กนี่แหละประหยัดที่สุด ซึ่งก่อนที่ท่านจะมัดควรพับหัวถุงสักหนึ่งครั้งก่อน จากนั้นก็สวมทับด้วยถุงพลาสติกอีกใบและมัดทุกครั้งที่ ส่วนอาหารการกินก็ควรน้อยชิ้นที่สุดเท่าที่จะทำได้เพราะบางทีเราไม่มีเวลามา นั่งทานอาหารหรอกครับ และก็ควรทำใจให้ทานอาหารแบบง่ายๆ ในช่วงที่ใช้ชีวิตในลำน้ำ
* รองเท้า ผมแนะนำให้ใช้รองเท้าที่เบา และแห้งง่ายๆเป็นหลัก แต่ต้องไม่ใช่รองเท้าแตะ เพราะโอกาสที่จะหลุดลอยกับไปกับสายน้ำมีมาก ควรจะเป็นรองเท้าที่มีสายรัดส้นเท้า เพื่อความแน่นหนาและคล่องตัว
* ยา ประเภทใส่แผลสดกับปลาสเตอร์ ปิดแผล ควรมีติดตัวไปด้วย และที่สำคัญมากก็คือสมาชิกทุกคนที่เป็นฝีพายจะต้องเชื่อฟังคนพายที่เป็นคน คัดท้ายเรือ
ที่มา http://www.mrbackpacker.com
* ควรงดดื่มสุราและของมึนเมาในขณะล่องแก่งโดยเด็ดขาด เพราะมันจะเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ถ้าหากท่านตกลงในสายน้ำเชี่ยวในขณะที่ท่านไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้
* การ แต่งกาย ไม่ต้องหรูหรา ควรยึดความคล่องตัวเป็นหลัก เสื้อผ้าที่ใส่นั้นควรกระชับ และคล่องตัวยามที่ต้องว่ายน้ำและปีนป่ายขึ้นเรือ หรือขึ้นฝั่งเป็นบางโอกาส พวกเสื้อกางเกงหนาๆ ทั้งหลายเก็บเอาไว้ที่บ้านเถอะครับ ไม่ต้องใส่มาให้เสียอารมณ์ป่าวๆ
* การป้องกันแสงแดด ถ้าท่านกลัวแสงแดดเผาผิวอันสวยงามของท่าน ก็กรุณาใส่เสื้อแขนยาวกับกางเกงขาสั้นก็พอ พวกกางเกงยีนหรือกระโปรงนี่อย่าใส่มาเห็นล่ะ ผมจะโห่ให้อายคนอื่นเลยเชียว
* หมวก อาจจะมีความจำเป็นเหมือนกัน เพราะเป็นการยากที่จะหนีพ้นแสงแดด ซึ่งปกติก็จะมีหมวกกันน๊อคสวมใส่อยู่แล้ว แต่อาจจะบังแดดไม่หมด ซึ่งท่านควรสวมหมวกก่อนแล้วค่อยใส่หมวกกันน๊อคอีกทีหนึ่ง ซึ่งมีข้อแม้ว่า หมวกกันน๊อคจะต้องคล้องสายไว้บริเวณใต้คางไว้ด้วย แต่ผมขอแน่ะนำว่าน่าจะใช้ผ้าโพกหัวผืนใหญ่ๆจะดีกว่าครับ
* เครื่องประดับ ไม่ว่าท่านจะรวยล้นฟ้าก็ไม่ควรใส่มา ไม่ว่าจะเป็น สร้อย แหวน กำไล ถอดเก็บไว้ที่บ้านจะปลอดภัยกว่า เพราะตลอดเส้นทางของการล่องแก่งนั้น ไม่มีใครเขามาดูว่าท่านแต่งตัวสวยหรือไม่สวยหรอกครับ ดังนั้นไม่ต้องใส่มาโชว์ เพราะโอกาสที่จะสูญหายระหว่างทางมีมากเมื่อเครื่องประดับนั้นหล่นลงน้ำ
* การฟิตซ้อมร่างกาย ควรฟิตซ้อมร่างกายให้พร้อมหน่อยไม่งั้นจะเป็นการกินแรงเพื่อนๆ การล่องแก่งกับการเดินป่านั้นก็เหนื่อยพอๆ กัน แต่การเดินป่าจะเมื่อยขาเป็นหลักเพราะต้องใช้เท้าเดิน ส่วนการล่องแก่งจะเมื่อยในส่วนแขน ยิ่งถ้าเจอน้ำนิ่งๆ ยิ่งต้องใช้กำลังพายมากขึ้น และควรนึกถึงตอนท่านตกน้ำด้วยว่า จะต้องใช้กำลังว่ายในสายน้ำที่เชี่ยวมากทีเดียว การฟิตซ้อมร่างกายจึงถือว่าเป็นส่วนสำคัญมากอีกเหมือนกัน
* การกันน้ำเข้าสัมภาระ สัมภาระชนิดใดที่น้ำเข้าน้อยที่สุด ก็ถุงพลาสติกกับหนังสติ๊กนี่แหละประหยัดที่สุด ซึ่งก่อนที่ท่านจะมัดควรพับหัวถุงสักหนึ่งครั้งก่อน จากนั้นก็สวมทับด้วยถุงพลาสติกอีกใบและมัดทุกครั้งที่ ส่วนอาหารการกินก็ควรน้อยชิ้นที่สุดเท่าที่จะทำได้เพราะบางทีเราไม่มีเวลามา นั่งทานอาหารหรอกครับ และก็ควรทำใจให้ทานอาหารแบบง่ายๆ ในช่วงที่ใช้ชีวิตในลำน้ำ
* รองเท้า ผมแนะนำให้ใช้รองเท้าที่เบา และแห้งง่ายๆเป็นหลัก แต่ต้องไม่ใช่รองเท้าแตะ เพราะโอกาสที่จะหลุดลอยกับไปกับสายน้ำมีมาก ควรจะเป็นรองเท้าที่มีสายรัดส้นเท้า เพื่อความแน่นหนาและคล่องตัว
* ยา ประเภทใส่แผลสดกับปลาสเตอร์ ปิดแผล ควรมีติดตัวไปด้วย และที่สำคัญมากก็คือสมาชิกทุกคนที่เป็นฝีพายจะต้องเชื่อฟังคนพายที่เป็นคน คัดท้ายเรือ
ที่มา http://www.mrbackpacker.com
เกร็ดความรู้ เกี่ยวกับการเดินป่าหน้าฝน
สำหรับนักท่องเที่ยวทั่วๆ ไป แล้ว จะเป็นช่วงของการหยุดพักผ่อน เพราะพวกเขาเหล่านั้นจะไม่พิสมัยเลยกับสายฝนที่เป็นต้นเหตุของการเปียกปอน เฉอะแฉะ แต่สำหรับนักเดินป่าแล้วจะเป็นช่วงเวลาที่พวกเขารอคอย พอฝนเริ่มตก พวกเขาก็จะเริ่มยัดของใช้ทีจำเป็นลงเป้ เพื่อหาจังหวัดออกเดินทางกันทันที เพราะว่าสายฝนคือตัวนำเอาความชุ่มชื้นมาสู่ป่า สรรพชีวิตในผืนป่าจะดำเนินไปอย่างสดชื่นเป็นสุขป่าจะสวยงามก็ช่วงนี้แหละ ดังนั้นพวกเราจึงไม่รอรีเลยที่จะขึ้นเป้เดินฝ่าสายฝนซึ่งไม่ใช่อุปสรรคเลย สำหรับนักเดินทางอย่างพวกเรา แต่การเดินป่าหน้าฝนนั้นมีความยากลำบากกว่าฤดูอื่นๆ ดังนั้นจึงควรมีการเตรียมตัวล่วงหน้ามากกว่าเดิมที่เคยใช้ๆ อยู่
การเตรียมสัมภาระสำหรับใช้เดินป่าหน้าฝน
1. เครื่องแต่งกาย ควรเลือกใช้เสื้อผ้าที่บางๆ และแห้งง่ายหน่อยและควรแยกเป็นชุดสำหรับใส่เดินป่า 1 ชุด และสำหรับใส่นอนอีก 1 ชุดก็พอ ส่วนชุดที่เราจะใช้เปลี่ยนใส่กลับบ้านควรแยกฝากไว้ที่อุทยานหรือในรถตู้ที่ นั่งไปก็ได้ ในหน้าฝนบางทีถุงนอนก็ไม่ค่อยจำเป็นมากนักเพราะไม่ค่อยหนาวเท่าไหร่นอกจากจะ เย็นเท่านั้น ดังนั้นถ้าเราหาเสื้อผ้าร่มไว้สักตัวเวลานอนก็เอาสวมทับไว้อีกทีเท่านั้น ก็จะช่วยเก็บไอตัวให้อุ่นได้พอแล้วยังใช้ใส่กันฝนที่ตกไม่มากได้อีกด้วย
2. รองเท้า รองเท้าเดินป่า โดยเฉพาะหน้าฝนที่ต้องลุยน้ำลุยท่าตลอดเวลา ควรเป็นรองเท้าที่มีพื้นยางอ่อนนุ่ม และเกาะพื้นหินได้ดี ตัวผนังรองเท้าควรเป็นผ้า และระบายอากาศได้ดี มีรองเท้ายางหล่อชนิดหนึ่งที่เป็นรองเท้าราคาถูกๆ ราคาประมาณ 150 บาท เป็นรองเท้าผ้าพื้นเป็นยางดิบสีดำ ตัวนี้เหมาะมากเลยเพราะเกาะพื้นหินได้ดีเยี่ยมเลย เพราะผมเคยใช้มาแล้ว แต่เสียนิดเดียวพื้นมันบางไปหน่อย แต่ก็ OK เพราะราคาไม่แพงและใช้ได้ดี ใช้เดินสักสี่ห้าทริป ลุยๆ ขาด แล้วก็เปลี่ยนคู่ใหม่ได้เลย เพราะหาซื้อไม่ยากและราคาไม่แพง แถมเกาะพื้นหินดีเยี่ยม ซื้อได้แถวหลังกระทรวงหรือสวนจตุจักร ราคาจะอยู่ที่ประมาณ 120 - 150 ไม่เกินนี้ ส่วนรองเท้าเท่ๆ พวกรองเท้าขึ้นห้าง เอาเก็บไว้ที่บ้านก่อน ไว้เที่ยวแคมป์คาร์ค่อยใส่ไป อีกแบบนึงคือรองเท้านันยางก็ใช้ได้ดีทีเดียว เลือกดูแล้วกันนะครับ
3. อุปกรณ์ทำกิน ในหน้าฝนไม้ทำฟืนจะหายากเพราะเปียกน้ำหมดเตาแค้มปิ้งแก๊สหรือเตาน้ำมันจะ ช่วยได้ดีทีเดียว เวลาจะเลือกซื้อต้องถามใจตัวเองก่อนว่าจะเอาแบบไหน เตาแค้มปิ้งแก๊ส เวลาซื้อราคาเตาจะถูกกว่าซื้อเตาน้ำมัน เพราะจะอยู่ที่ประมาณพันกว่าบาท แต่เตาน้ำมันราคาสามพันขึ้นไป ถ้าใช้ไม่บ่อยควรเลือกแค้มปิ้งแก๊ส เพราะลงทุนขั้นต้นน้อยหน่อย แต่ระยะยาวจะบานปลายเพราะแก๊สกระป๋อง อย่างถูกๆ ลดราคาตามห้างก็กระป๋องละ 38 เป็นอย่างต่ำ ทริปนึงอย่างน้อยต้องมีถึง 4 กระป๋องถึงจะพอ ถ้าต้องใช้ร่วมกับตะเกียงด้วยก็ยิ่งต้องเผื่อไปอีก เตาน้ำมันลงทุนขั้นต้นสูงหน่อยแต่ตอนใช้งานซื้อน้ำมันเบนซินติดไปลิตรเดียว ก็พอใช้ได้สองสามวันเลย แต่ต้องแพ็คให้ดีเชียว เพราะถ้าหกละก็เหม็นไปทั้งเป้เลย แต่ประหยัดมากถ้าใช้บ่อยๆ ก็เลือกเอาเองแล้วกันนะครับว่าชอบอย่างไหน ที่ผมใช้อยู่เป็นเตาแค้มปิ้งแก็สครับ เพราะต้องใช้ตะเกียงด้วยเลยใช้แบบเดียวกันไปเลย จะได้ไม่ต้องเตรียมเชื้อเพลิงสองอย่างเพิ่มความยุ่งยากเกะกะเข้าไปอีก ส่วนใหญ่แล้วก็ไม่ค่อยได้ใช้บ่อยนักหรอเพราะใช้ฟืนก่อไฟเสียมากกว่านอก จากว่าทางอุทยานเขามีข้อห้ามจริงๆ จึงจะใช้เตาแก๊ส แต่ก็เอาติดไปด้วยทุกครั้งแหละ ส่วนพวกถ้วยชาม หม้อไห ให้หาซื้อกะละมังอลูมิเนียมตามตลาดจะดีที่สุด เพราะเบาและถูกสุดๆ เลย ใบนึงไม่เกิน 10 บาทเอง แต่ถ้าไปซื้อที่เขาขายในร้านเดินป่าละก็จะเป็นชุดสวยหรูมาจากนอก แต่แพงหูฉี่ ชุดนึงมีไม่กี่ชิ้นราคาเป็นร้อยๆ เลยไม่จำเป็นครับ เที่ยวป่า ประหยัดอะไรได้ควรประหยัด เพราะต้องติดดินอยู่แล้วหม้อสนามติดไว้สักสามใบ สำหรับคนจำนวน 10 - 12 คนนะ เผื่อเจ้าหน้าที่กับลูกหาบด้วย เพราะเขากินกับเราด้วย กระทะ ตะหริว เอาเท่าที่จำเป็น อะไรตัดไปได้ก็ตัดออก ไม่ต้องขนไปให้หนักเพราะกินไม่กี่มื้อเอง ก็เลือกดูกันแล้วกันนะครับว่าอะไรต้องเอาไปอะไรไม่ต้องเอาไป ใช้อย่างอื่นแทนได้ก็แทนกันไป ไม่ต้องเอาเท่ครับ สงสารลูกหาบที่เป็นคนแบกของให้เราด้วย
4 . ที่หลับที่นอน หน้าฝนควรใช้เปลเหมาะที่สุด เพราะน้ำหนักเบาและกันฝนได้ดีมากถ้าผูกใต้ฟลายชีท นอนฟังเสียงฝนเป็นสุขเชียวละ แต่ก็ต้องทำสายดักน้ำที่ซึมมาตามสายเปลให้ดีเพราะไม่อย่างนั้นมันจะซึมมา เรื่อยๆ จนถึงตัวเปล แล้วก็จะลามมาถึงหลังเลยแหละ ทีนี้ละนอนไม่เป็นสุขแล้ว เพราะมันเปียกชื้นซะแล้ว เปลมีสองแบบคือแบบมีมุ้งกับแบบไม่มีมุ้ง ถ้ากลัวยุง ก็ซื้อแบบมีมุ้งแพงหน่อย แต่กันยุงกัดได้ แรกๆ จะอึดอัดหน่อยแต่ไปๆ ก็ชินไปเอง มุดเข้ามุดออกลำบากนิด ยิ่งผูกใต้เปลคนอื่นด้วยยิ่งแย่ใหญ่ แต่กันแมลงได้ดีครับ เอาเป็นว่าชอบแบบไหนก็เลือกแบบนั้นแล้วกัน แบบไม่มีมุ้งราคาประมาณร้อยกว่าบาท เวลาซื้อให้เลือกดูว่าเป็นผ้าที่มีขอบผ้าทั้งสองด้านยกเว้นด้านหัวด้านท้าย ที่ต้องตัดออกมาจากม้วนเท่านั้น คือเป็นผ้าหน้ากว้างแค่เมตรเดียวเท่านั้นแต่ความยาวไม่จำกัด และเวลาซื้อควรซื้อที่มีขนาดยาวสักหน่อยจะได้ไม่ห่อตัวหรือสั้นเกินไป ควรมีขนาดยาวสักสองเมตรสามสิบเซ็นต์ละก็กำลังดี ไม่สั้นไม่ยาวเกินไป พอซื้อมาแล้วก็เปลี่ยนสายเสียใหม่ให้เส้นใหญ่และยาวกว่าเดิม เพราะที่มีติดมากับเปลมันจะเส้นเล็กและสั้น เวลาใช้งานจะไม่สะดวกถ้าต้นไม้มันอยู่ห่างกันมากๆ จะผูกไม่ถึง ซื้อเชือกร่มที่มีขายในร้านนั่นแหละสักด้านละ 4 เมตร กำลังสวยใช้ได้ดีทีเดียว
5. วิธีแพ็คเป้ ถ้าเป็นนักเดินป่าขาโจ๋ว ก็จะรู้ๆ กันอยู่ว่า วิธีบรรจุสัมภาระลงเป้ทำยังไง แต่ถ้าเป็นน้องๆ นักเดินป่าหน้าใหม่ ฟังทางนี้ครับ เวลาจะเอาสัมภาระเสื้อผ้าลงเป้ ให้เอาถุงพลาสติกใบโตๆยัดไว้ในเป้ แล้วเอาของทั้งหมดใส่ไว้ในถุงพลาสติกอีกที เวลาเดินทางถ้าฝนตกก็หายห่วงเพราะจะเปียกแค่เป้ แต่ของในเป้จะไม่เปียกเพราะมีถุงรองรับไว้แล้ว ทีนี้ก็พร้อมแล้วละ หาทริปออกไปลุยได้เลย... อ้อ อย่าลืมถุงกันทากด้วยนะ แล้วก็สูตรกันทากสูตรต่างๆ เตรียมไปด้วย หน้าฝนทากยิ่งตรึมแต่ถ้าป้องกันดีก็หายห่วง อย่างดีก็แค่ทำให้รำคาญแค่นั้นแหละอย่าไปกลัวมันเลย
ที่มา http://www.mrbackpacker.com
การเตรียมสัมภาระสำหรับใช้เดินป่าหน้าฝน
1. เครื่องแต่งกาย ควรเลือกใช้เสื้อผ้าที่บางๆ และแห้งง่ายหน่อยและควรแยกเป็นชุดสำหรับใส่เดินป่า 1 ชุด และสำหรับใส่นอนอีก 1 ชุดก็พอ ส่วนชุดที่เราจะใช้เปลี่ยนใส่กลับบ้านควรแยกฝากไว้ที่อุทยานหรือในรถตู้ที่ นั่งไปก็ได้ ในหน้าฝนบางทีถุงนอนก็ไม่ค่อยจำเป็นมากนักเพราะไม่ค่อยหนาวเท่าไหร่นอกจากจะ เย็นเท่านั้น ดังนั้นถ้าเราหาเสื้อผ้าร่มไว้สักตัวเวลานอนก็เอาสวมทับไว้อีกทีเท่านั้น ก็จะช่วยเก็บไอตัวให้อุ่นได้พอแล้วยังใช้ใส่กันฝนที่ตกไม่มากได้อีกด้วย
2. รองเท้า รองเท้าเดินป่า โดยเฉพาะหน้าฝนที่ต้องลุยน้ำลุยท่าตลอดเวลา ควรเป็นรองเท้าที่มีพื้นยางอ่อนนุ่ม และเกาะพื้นหินได้ดี ตัวผนังรองเท้าควรเป็นผ้า และระบายอากาศได้ดี มีรองเท้ายางหล่อชนิดหนึ่งที่เป็นรองเท้าราคาถูกๆ ราคาประมาณ 150 บาท เป็นรองเท้าผ้าพื้นเป็นยางดิบสีดำ ตัวนี้เหมาะมากเลยเพราะเกาะพื้นหินได้ดีเยี่ยมเลย เพราะผมเคยใช้มาแล้ว แต่เสียนิดเดียวพื้นมันบางไปหน่อย แต่ก็ OK เพราะราคาไม่แพงและใช้ได้ดี ใช้เดินสักสี่ห้าทริป ลุยๆ ขาด แล้วก็เปลี่ยนคู่ใหม่ได้เลย เพราะหาซื้อไม่ยากและราคาไม่แพง แถมเกาะพื้นหินดีเยี่ยม ซื้อได้แถวหลังกระทรวงหรือสวนจตุจักร ราคาจะอยู่ที่ประมาณ 120 - 150 ไม่เกินนี้ ส่วนรองเท้าเท่ๆ พวกรองเท้าขึ้นห้าง เอาเก็บไว้ที่บ้านก่อน ไว้เที่ยวแคมป์คาร์ค่อยใส่ไป อีกแบบนึงคือรองเท้านันยางก็ใช้ได้ดีทีเดียว เลือกดูแล้วกันนะครับ
3. อุปกรณ์ทำกิน ในหน้าฝนไม้ทำฟืนจะหายากเพราะเปียกน้ำหมดเตาแค้มปิ้งแก๊สหรือเตาน้ำมันจะ ช่วยได้ดีทีเดียว เวลาจะเลือกซื้อต้องถามใจตัวเองก่อนว่าจะเอาแบบไหน เตาแค้มปิ้งแก๊ส เวลาซื้อราคาเตาจะถูกกว่าซื้อเตาน้ำมัน เพราะจะอยู่ที่ประมาณพันกว่าบาท แต่เตาน้ำมันราคาสามพันขึ้นไป ถ้าใช้ไม่บ่อยควรเลือกแค้มปิ้งแก๊ส เพราะลงทุนขั้นต้นน้อยหน่อย แต่ระยะยาวจะบานปลายเพราะแก๊สกระป๋อง อย่างถูกๆ ลดราคาตามห้างก็กระป๋องละ 38 เป็นอย่างต่ำ ทริปนึงอย่างน้อยต้องมีถึง 4 กระป๋องถึงจะพอ ถ้าต้องใช้ร่วมกับตะเกียงด้วยก็ยิ่งต้องเผื่อไปอีก เตาน้ำมันลงทุนขั้นต้นสูงหน่อยแต่ตอนใช้งานซื้อน้ำมันเบนซินติดไปลิตรเดียว ก็พอใช้ได้สองสามวันเลย แต่ต้องแพ็คให้ดีเชียว เพราะถ้าหกละก็เหม็นไปทั้งเป้เลย แต่ประหยัดมากถ้าใช้บ่อยๆ ก็เลือกเอาเองแล้วกันนะครับว่าชอบอย่างไหน ที่ผมใช้อยู่เป็นเตาแค้มปิ้งแก็สครับ เพราะต้องใช้ตะเกียงด้วยเลยใช้แบบเดียวกันไปเลย จะได้ไม่ต้องเตรียมเชื้อเพลิงสองอย่างเพิ่มความยุ่งยากเกะกะเข้าไปอีก ส่วนใหญ่แล้วก็ไม่ค่อยได้ใช้บ่อยนักหรอเพราะใช้ฟืนก่อไฟเสียมากกว่านอก จากว่าทางอุทยานเขามีข้อห้ามจริงๆ จึงจะใช้เตาแก๊ส แต่ก็เอาติดไปด้วยทุกครั้งแหละ ส่วนพวกถ้วยชาม หม้อไห ให้หาซื้อกะละมังอลูมิเนียมตามตลาดจะดีที่สุด เพราะเบาและถูกสุดๆ เลย ใบนึงไม่เกิน 10 บาทเอง แต่ถ้าไปซื้อที่เขาขายในร้านเดินป่าละก็จะเป็นชุดสวยหรูมาจากนอก แต่แพงหูฉี่ ชุดนึงมีไม่กี่ชิ้นราคาเป็นร้อยๆ เลยไม่จำเป็นครับ เที่ยวป่า ประหยัดอะไรได้ควรประหยัด เพราะต้องติดดินอยู่แล้วหม้อสนามติดไว้สักสามใบ สำหรับคนจำนวน 10 - 12 คนนะ เผื่อเจ้าหน้าที่กับลูกหาบด้วย เพราะเขากินกับเราด้วย กระทะ ตะหริว เอาเท่าที่จำเป็น อะไรตัดไปได้ก็ตัดออก ไม่ต้องขนไปให้หนักเพราะกินไม่กี่มื้อเอง ก็เลือกดูกันแล้วกันนะครับว่าอะไรต้องเอาไปอะไรไม่ต้องเอาไป ใช้อย่างอื่นแทนได้ก็แทนกันไป ไม่ต้องเอาเท่ครับ สงสารลูกหาบที่เป็นคนแบกของให้เราด้วย
4 . ที่หลับที่นอน หน้าฝนควรใช้เปลเหมาะที่สุด เพราะน้ำหนักเบาและกันฝนได้ดีมากถ้าผูกใต้ฟลายชีท นอนฟังเสียงฝนเป็นสุขเชียวละ แต่ก็ต้องทำสายดักน้ำที่ซึมมาตามสายเปลให้ดีเพราะไม่อย่างนั้นมันจะซึมมา เรื่อยๆ จนถึงตัวเปล แล้วก็จะลามมาถึงหลังเลยแหละ ทีนี้ละนอนไม่เป็นสุขแล้ว เพราะมันเปียกชื้นซะแล้ว เปลมีสองแบบคือแบบมีมุ้งกับแบบไม่มีมุ้ง ถ้ากลัวยุง ก็ซื้อแบบมีมุ้งแพงหน่อย แต่กันยุงกัดได้ แรกๆ จะอึดอัดหน่อยแต่ไปๆ ก็ชินไปเอง มุดเข้ามุดออกลำบากนิด ยิ่งผูกใต้เปลคนอื่นด้วยยิ่งแย่ใหญ่ แต่กันแมลงได้ดีครับ เอาเป็นว่าชอบแบบไหนก็เลือกแบบนั้นแล้วกัน แบบไม่มีมุ้งราคาประมาณร้อยกว่าบาท เวลาซื้อให้เลือกดูว่าเป็นผ้าที่มีขอบผ้าทั้งสองด้านยกเว้นด้านหัวด้านท้าย ที่ต้องตัดออกมาจากม้วนเท่านั้น คือเป็นผ้าหน้ากว้างแค่เมตรเดียวเท่านั้นแต่ความยาวไม่จำกัด และเวลาซื้อควรซื้อที่มีขนาดยาวสักหน่อยจะได้ไม่ห่อตัวหรือสั้นเกินไป ควรมีขนาดยาวสักสองเมตรสามสิบเซ็นต์ละก็กำลังดี ไม่สั้นไม่ยาวเกินไป พอซื้อมาแล้วก็เปลี่ยนสายเสียใหม่ให้เส้นใหญ่และยาวกว่าเดิม เพราะที่มีติดมากับเปลมันจะเส้นเล็กและสั้น เวลาใช้งานจะไม่สะดวกถ้าต้นไม้มันอยู่ห่างกันมากๆ จะผูกไม่ถึง ซื้อเชือกร่มที่มีขายในร้านนั่นแหละสักด้านละ 4 เมตร กำลังสวยใช้ได้ดีทีเดียว
5. วิธีแพ็คเป้ ถ้าเป็นนักเดินป่าขาโจ๋ว ก็จะรู้ๆ กันอยู่ว่า วิธีบรรจุสัมภาระลงเป้ทำยังไง แต่ถ้าเป็นน้องๆ นักเดินป่าหน้าใหม่ ฟังทางนี้ครับ เวลาจะเอาสัมภาระเสื้อผ้าลงเป้ ให้เอาถุงพลาสติกใบโตๆยัดไว้ในเป้ แล้วเอาของทั้งหมดใส่ไว้ในถุงพลาสติกอีกที เวลาเดินทางถ้าฝนตกก็หายห่วงเพราะจะเปียกแค่เป้ แต่ของในเป้จะไม่เปียกเพราะมีถุงรองรับไว้แล้ว ทีนี้ก็พร้อมแล้วละ หาทริปออกไปลุยได้เลย... อ้อ อย่าลืมถุงกันทากด้วยนะ แล้วก็สูตรกันทากสูตรต่างๆ เตรียมไปด้วย หน้าฝนทากยิ่งตรึมแต่ถ้าป้องกันดีก็หายห่วง อย่างดีก็แค่ทำให้รำคาญแค่นั้นแหละอย่าไปกลัวมันเลย
ที่มา http://www.mrbackpacker.com
หลักการเลือกทำเลและข้อควรปฏิบัติในการตั้งแคมป์
1. กำหนดสถานที่ที่จะไปล่วงหน้าพร้อมศึกษาข้อมูลของสถานที่นั้นๆอย่างละเอียด
2. ควรมีการตรวจสอบเส้นทางการเดินทาง , สภาพดินฟ้าอากาศ เพื่อที่จะได้เตรียมตัวได้ถูกต้อง
3. ควรฝึกกางเตนท์ให้คล่องเสียก่อนเพื่อความสะดวก รวดเร็วในการตั้งแคมป์
4. สอบถามข้อมูลของสถานที่ที่จะตั้งแคมป์จากเจ้าหน้าที่หรือชาวบ้านที่อยู่บริเวณนั้นว่าปลอดภัยดีหรือไม่
5. ต้องมีการแบ่งงานกันทำเพื่อความสะดวกรวดเร็วในการทำงานต่างๆ
6. ควรกางเตนท์ก่อนพระอาทิตย์ตกดินอย่างน้อย 2 ช.ม. (ประมาณบ่าย 4 โมงเย็นก็ควรเริ่มหาทำเลที่ตั้งแคมป์ได้แล้ว)
7. ควรสังเกตุว่าบริเวณนั้นเป็น "ด่านสัตว์" หรือไม่โดยสังเกตุจากจะมีรอยเท้าสัตว์เหยียบย่ำไปมาในบริเวณนั้น หาพบว่าเป็นด่านสัตว์ควรหลีกเลี่ยงให้ไกลเพราะอาจได้รับอันตรายจากสัตว์ได้
8. ควรปัดกวาดบริเวณที่ตั้งแคมป์ก่อน เพื่อไล่สัตว์เลื้อยคลานที่อาจมีพิษให้หลบหนีไปและควรจะเผาเศษกิ่งไม้ เศษใบไม้ที่กองสุมอยู่บริเวณนั้น
9. ต้องมีการตรวจสอบทิศทางลมก่อนกางเตนท์ เนื่องจากเราจะต้องก่อกองไฟและทำที่ถ่ายทุกข์ให้อยู่ใต้ลมเพื่อป้องกันกลิ่น ควันไฟหรือกลิ่นอื่นๆที่ไม่พึงปรารถนารบกวนการนอนของคุณ
10. ควรดูทางหนีทีไล่รอบๆ แคมป์ให้ดีเผื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินจะได้หลบหนีได้ทันท่วงที
11. ควรสำรองฟืนไว้ให้มากๆ สำหรับการสุมไฟตลอดทั้งคืน โดยเลือกไม้เนื้อแข็งท่อนใหญเพราะจะติดไฟอยู่ได้นานกว่าไม้เนื้ออ่อนท่อน เล็ก และควรจะมีผ้าคลุมเพื่อป้องกันน้ำค้างยามค่ำคืน
12. สิ่งของต่างๆที่วางไว้ภายนอกเต็นท์จะต้องเก็บให้มิดชิดและเป็นระเบียบเรียบ ร้อยโดยเฉพาะน้ำดื่มและอาหารเพื่อป้องกันสัตว์หรือแมลงที่อาจมีพิษตกลงไป ซึ่งอาจเป็นอันตรายอย่างยิ่ง
13. เศษอาหารที่เหลือต้องนำไปใส่ในถุงดำหรือภาชนะที่ปิดสนิทและนำไปวางไว้ให้ ห่างไกลจากบริเวณที่ตั้งแคมป์เพื่อป้องกันสัตว์มาคุ้ยเขี่ยและอาจทำอันตราย ต่อเราได้ เมื่อจะเดินทางกลับควรเผาหรือฝังดินให้เรียบร้อย
ที่มา http://www.mrbackpacker.com
2. ควรมีการตรวจสอบเส้นทางการเดินทาง , สภาพดินฟ้าอากาศ เพื่อที่จะได้เตรียมตัวได้ถูกต้อง
3. ควรฝึกกางเตนท์ให้คล่องเสียก่อนเพื่อความสะดวก รวดเร็วในการตั้งแคมป์
4. สอบถามข้อมูลของสถานที่ที่จะตั้งแคมป์จากเจ้าหน้าที่หรือชาวบ้านที่อยู่บริเวณนั้นว่าปลอดภัยดีหรือไม่
5. ต้องมีการแบ่งงานกันทำเพื่อความสะดวกรวดเร็วในการทำงานต่างๆ
6. ควรกางเตนท์ก่อนพระอาทิตย์ตกดินอย่างน้อย 2 ช.ม. (ประมาณบ่าย 4 โมงเย็นก็ควรเริ่มหาทำเลที่ตั้งแคมป์ได้แล้ว)
7. ควรสังเกตุว่าบริเวณนั้นเป็น "ด่านสัตว์" หรือไม่โดยสังเกตุจากจะมีรอยเท้าสัตว์เหยียบย่ำไปมาในบริเวณนั้น หาพบว่าเป็นด่านสัตว์ควรหลีกเลี่ยงให้ไกลเพราะอาจได้รับอันตรายจากสัตว์ได้
8. ควรปัดกวาดบริเวณที่ตั้งแคมป์ก่อน เพื่อไล่สัตว์เลื้อยคลานที่อาจมีพิษให้หลบหนีไปและควรจะเผาเศษกิ่งไม้ เศษใบไม้ที่กองสุมอยู่บริเวณนั้น
9. ต้องมีการตรวจสอบทิศทางลมก่อนกางเตนท์ เนื่องจากเราจะต้องก่อกองไฟและทำที่ถ่ายทุกข์ให้อยู่ใต้ลมเพื่อป้องกันกลิ่น ควันไฟหรือกลิ่นอื่นๆที่ไม่พึงปรารถนารบกวนการนอนของคุณ
10. ควรดูทางหนีทีไล่รอบๆ แคมป์ให้ดีเผื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินจะได้หลบหนีได้ทันท่วงที
11. ควรสำรองฟืนไว้ให้มากๆ สำหรับการสุมไฟตลอดทั้งคืน โดยเลือกไม้เนื้อแข็งท่อนใหญเพราะจะติดไฟอยู่ได้นานกว่าไม้เนื้ออ่อนท่อน เล็ก และควรจะมีผ้าคลุมเพื่อป้องกันน้ำค้างยามค่ำคืน
12. สิ่งของต่างๆที่วางไว้ภายนอกเต็นท์จะต้องเก็บให้มิดชิดและเป็นระเบียบเรียบ ร้อยโดยเฉพาะน้ำดื่มและอาหารเพื่อป้องกันสัตว์หรือแมลงที่อาจมีพิษตกลงไป ซึ่งอาจเป็นอันตรายอย่างยิ่ง
13. เศษอาหารที่เหลือต้องนำไปใส่ในถุงดำหรือภาชนะที่ปิดสนิทและนำไปวางไว้ให้ ห่างไกลจากบริเวณที่ตั้งแคมป์เพื่อป้องกันสัตว์มาคุ้ยเขี่ยและอาจทำอันตราย ต่อเราได้ เมื่อจะเดินทางกลับควรเผาหรือฝังดินให้เรียบร้อย
ที่มา http://www.mrbackpacker.com
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)