เทคนิคการใช้เครื่องครัว

  • ขี้เถ้าหรือทรายสามารถนำมาใช้ในการทำความสะอาดหม้อหรือกระทะได้ มนุษย์เราได้มีการใช้ทั้งขี้เถ้าและทรายเป็นสารทำความสะอาดกันมานานนับ ศตวรรษแล้ว เพียงใช้ผ้าถูทรายในปริมาณเล็กน้อยกับภาชนะก็สามารถจะทำให้คราบต่างๆ หมดไปได้ หากคราบเหล่านั้นไม่ได้ติดฝังแน่นจริงๆ
  • หากคุณต้องการจะช่วยอนุรักษ์สภาพแวดล้อมในระหว่างคุณเดินทางอยู่ในป่า ตามหลักการที่ว่า “เราจะไม่ทิ้งอะไรไว้นอกจากรอยเท้า” คุณอาจจะใช้วิธีการต้มน้ำร้อนเพื่อทำความสะอาดหม้อได้โดยไม่ต้องใช้น้ำยา ล้างจานได้ โดยเมื่อทานอาหารกันเสร็จแล้ว ก็ให้ใส่น้ำลงไปในหม้อเดิมแล้วปิดฝาต้มให้เดือด ซึ่งน้ำมีคุณสมบัติเป็นตัวทำละลายที่ดีเยี่ยมอยู่แล้ว และเมื่อรวมตัวกับความร้อนและไอน้ำก็จะสามารถชำระล้างสิ่งสกปรกที่เกาะติด อยู่กับภาชนะด้านในได้อย่างหมดจด โดยน้ำร้อนนั้นก็สามารถใช้ล้างภาชนะอื่น ๆ ได้อีกหลายชิ้น หากเป็นการเดินทางที่ไม่ยาวนานมากเกินกว่า 5 วัน และเมื่อกลับถึงบ้านแล้ว คุณก็ควรจะนำภาชนะทั้งหมดออกมาล้างทำความสะอาดด้วยน้ำยาอย่างถูกต้องอีก ครั้ง และปล่อยให้แห้งสนิทก่อนที่จะเก็บเข้าที่ตามเดิม
  • หากด้านนอกภาชนะของคุณไม่ได้เป็นสีดำ เราสามารถจะทาสีของมันให้เป็นสีดำได้โดยไปหาซื้อสีมาทาเอง (อาจจะหาซื้อเป็นสีสำหรับทาเตาอบได้ตามร้านขายอุปกรณ์ซ่อมแซมบ้านในราคาไม่ แพง) การทาสีดำเคลือบด้านนอกภาชนะจะช่วยให้หม้อหรือกระทะร้อนเร็วขึ้นในเวลาทำ อาหาร เพราะสีดำจะมีคุณสมบัติในการดูดความร้อนได้ดี (แต่ห้ามทาด้านในโดยเด็ดขาด)
  • ฝาของอาหารกระป๋อง ในบางครั้ง เราสามารถจะนำมาดัดแปลงใช้แทนเขียงได้หากต้องการจะหั่นอะไรเล็กๆ น้อยๆ เช่น พริก จะได้ไม่ต้องมานั่งล้างเขียงทีหลัง เพราะใช้เสร็จแล้วเราก็สามารถทิ้งฝากระป๋องนั้นได้เลย
  • ควรจะเลือกซื้อหัวเตาและอุปกรณ์เครื่องครัวไปพร้อมๆ กัน เพราะเราสามารถจะลองได้เลยว่าหัวเตาที่ซื้อนี้จะสามารถเก็บไว้ในหม้อได้หรือ ไม่ ทางที่ดีควรจะเลือกหัวเตาที่สามารถเก็บใส่ไปในหม้อขนาด 1.5 หรือ 2 ลิตรได้พอดี ถ้าหัวเตามีขนาดเล็กกว่านี้ก็อาจจะเล็กเกินไปสำหรับการใช้ในการทำอาหาร หรือถ้าไม่สามารถใส่ในหม้อขนาด 2 ลิตรได้ก็น่าจะถือว่าใหญ่เกินความจำเป็น แต่ก็อย่าลืมว่าที่เก็บเชื้อเพลิงนั้นจะต้องแยกเก็บต่างหากด้วย แต่ถ้าหากคุณมีหัวเตาอยู่แล้ว ก็ควรจะนำติดตัวไปด้วยเวลาที่จะไปเลือกซื้อภาชนะเครื่องครัวชุดใหม่ เพื่อที่จะได้ทดลองใส่ในหม้อดูได้ ข้อดีของการที่เราสามารถเก็บหัวเตาไว้ในหม้อได้นั้น อย่างแรกคือเราสามารถประหยัดเนื้อที่ลงไปได้ และยังช่วยป้องกันการกระแทกให้กับหัวเตาของเรา และทำให้เราหาของได้ง่ายอีกด้วย
  • ทำอาหารง่ายๆ หรืออาหารจานเดียว ถ้าคุณต้องการจะมีเวลาชื่นชมธรรมชาติมากกว่าที่จะต้องมานั่งล้างนั่งขัดหม้อ จานกองพะเนิน ก็ควรจะเน้นทำอาหารง่ายๆ หรืออาหารจานเดียวที่สามารถจะทานจากในหม้อหรือกระทะได้เลย
  • เอาไปเฉพาะอุปกรณ์ที่คิดว่าจะต้องใช้ เช่น หากต้องการไปเดินทางท่องเที่ยวเพียงคนเดียวหรือสองคน ก็เอาไปเฉพาะหม้อขนาดเล็กก็พอ เพราะจะช่วยประหยัดเนื้อที่ในการเก็บและลดน้ำหนักของสัมภาระลงได้อีกด้วย

ในท้ายที่สุดนี้ เราอาจจะกล่าวได้ว่าการเลือกซื้อภาชนะเครื่องครัวสักชุดนั้น ไม่ได้มีข้อกำหนดว่าอะไรถูกหรือผิด ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับความพอใจของตัวเราเอง ถ้าอุปกรณ์ที่เราเลือกซื้อนั้นตรงตามความต้องการในการทำอาหารของเรา อยู่ภายในงบประมาณที่เรากำหนดไว้ และไม่ใหญ่โตมากมายเกินไปจนทำให้เป็นภาระ ก็ถือได้ว่าอุปกรณ์ชุดนั้นเป็นอุปกรณ์ที่ดีและเหมาะสมแล้ว

ที่มา http://www.mrbackpacker.com/gear/gear_52.html

ข้อควรพิจารณาอื่น ๆ ในการเลือกซื้อเครื่องครัว

การเลือกซื้อเครื่องครัวนอกจากคุณสมบัติหลัก ๆ แล้ว ยังมีข้อที่ควรพิจารณาอีกหลายอย่าง เพื่อให้ได้เครื่องครัวที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งเครื่องครัวบางชุดก็จะมีคุณสมบัติพิเศษเพิ่มเติมจากปรกติ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับรุ่น ยี่ห้อ และราคา ซึ่งแน่นอน รุ่นที่มีคุณสมบัติพิเศษเพิ่มมามาก ราคาก็คงจะแพงกว่าปรกติ ในหัวข้อนี้เราลองมาดูคุณสมบัติอื่น ๆ ที่ควรพิจารณาในการเลือกซื้อชุดเครื่องครัวกันว่า มีอะไรน่าพิจารณาเพิ่มเติมกันบ้าง

การเคลือบสีดำด้านนอก

การเคลือบสีดำด้านนอกภาชนะมีข้อดีหลายอย่าง เช่น สีดำจะดูดซับความร้อนได้ดี ทำให้ทำอาหารเสร็จได้โดยใช้เวลาน้อยลง นอกจากนี้สีดำยังช่วยปกปิดคราบเขม่าดำเนื่องจากการใช้เครื่องครัวไปนานๆ นั้น ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องมีคราบเขม่าดำติดอยู่ที่ก้นหม้อบ้าง และหากใช้ไปนานๆ ก็มักจะขัดไม่ออก ซึ่งถ้าเป็นหม้อสีอื่นก็อาจจะสังเกตเห็นได้ชัด แต่หากเป็นหม้อสีดำก็จะช่วยปกปิดคราบเขม่าเหล่านี้ได้

การเคลือบกันติดภาชนะ

การเคลือบกันติดภาชนะแบบนี้มักจะเห็นได้ในกระทะที่ใช้ทำอาหารตามบ้านทั่ว ไปหรือที่มักเรียกกันว่ากระทะแบบเทฟรอน อุปกรณ์เครื่องครัวสำหรับเดินป่าสมัยนี้ก็มีบางรายที่ได้เริ่มมีการเคลือบ สารเพื่อกันการติดภาชนะด้วยเช่นกัน ข้อดีที่เห็นได้ชัดที่สุดก็คือการง่ายในการทำความสะอาด การทำอาหารด้วยภาชนะแบบนี้ มักจะไม่ค่อยมีปัญหาอาหารติดกระทะ แต่ข้อควรระวังในการใช้อุปกรณ์ประเภทนี้ก็คือต้องไม่ใช้กับทัพพีหรือตะหลิว ที่เป็นเหล็กหรือวัสดุอื่นที่อาจจะทำให้เกิดรอยหรือการขูดขีดผิวที่เคลือบ ไว้ได้

การเก็บซ้อนกันเป็นชั้น

คุณสมบัติข้อนี้เป็นสิ่งที่จำเป็นและควรจะพิจารณาในการเลือกซื้ออุปกรณ์ เครื่องครัวสักชุดเป็นอย่างยิ่ง เพราะหากอุปกรณ์ต่างๆ ซึ่งรวมถึงฝาหม้อและ/หรือด้ามจับแบบพกพา (ถ้ามี) สามารถจะเรียงซ้อนกันเป็นชั้นๆ อยู่ภายในหม้อใบใหญ่หนึ่งใบได้ก็จะช่วยประหยัดเนื้อที่ไปได้มาก ถ้าผู้ผลิตมีการออกแบบการเก็บภาชนะดี ก็สามารถเก็บอุปกรณ์ชิ้นเล็ก ชิ้นน้อยได้มากอย่างเป็นระบบ ซึ่งจะทำให้อุปกรณ์ที่จัดเก็บแล้วมีขนาดเล็ก

ถุงเก็บอุปกรณ์

การมีถุงเก็บอุปกรณ์มีประโยชน์โดยตรงคือช่วยเก็บอุปกรณ์ต่างๆ ไว้ด้วยกันไม่ให้กระจัดกระจายหรือสูญหาย และยังช่วยป้องกันการกระแทกหรือขูดขีดได้ในระดับหนึ่งด้วย หากเราซื้ออุปกรณ์เป็นชุด ก็มักจะมีถุงเก็บอุปกรณ์ให้มาด้วย

รูปแบบของภาชนะ

ในการเลือกซื้อหม้อสำหรับทำอาหารกลางป่า ลักษณะสำคัญอย่างหนึ่งที่เราควรจะพิจารณาก็คือควรจะเลือกซื้อหม้อที่มีก้น เป็นทรงกลม เพราะหม้อทรงกลมจะช่วยทำให้อาหารได้รับความร้อนเท่าๆ กัน ทำให้คนอาหารในหม้อได้ง่าย และทำความสะอาดได้ง่ายอีกด้วย นอกจากนี้ยังควรจะเป็นหม้อที่มีความหนาพอสมควรและมีขอบด้วย เพราะหม้อที่มีความหนาและมีขอบจะทนทานกว่าและไม่บิดงอเสียรูปร่างหากโดนความ ร้อนมากๆ นานๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากคุณเลือกซื้อชุดที่มีด้ามจับแบบพกพา (แบบที่ไม่มีด้ามจับในตัว) หม้อที่มีขอบยิ่งเป็นสิ่งจำเป็นเพราะจะทำให้ด้ามจับสามารถยึดหม้อได้แน่นหนา มากยิ่งขึ้น

ที่มา http://www.mrbackpacker.com/gear/gear_50.html

ภาชนะขนาดต่าง ๆ

ชุดเครื่องครัวมักจะประกอบด้วยกระทะ 1 ใบ และหม้อจำนวนหลายใบ ขนาดต่างกันออกไป ซึ่งชุดเครื่องครัวชุดเล็กและชุดใหญ่ มักจะมีจำนวนและขนาดของหม้อใหญ่กว่า ซึ่งการที่จะเลือกว่าควรจะซื้อชุดเล็กหรือชุดใหญ่ เราควรจะพิจารณาถึงลักษณะการเดินทาง จำนวนคน ฯลฯ ซึ่งองค์ประกอบเหล่านี้จะเป็นตัวบอกว่าเราควรใช้ภาชนะขนาดเท่าใด ซึ่งเราก็ควรจะรู้ก่อนว่าภาชนะขนาดเท่าใดเหมาะกับการใช้งานประเภทใดกันบ้าง

หม้อเล็กกว่า 1 ลิตร

หม้อที่มีขนาดน้อยกว่า 1 ลิตรนั้นถือว่ามีประโยชน์ใช้สอยที่ค่อนข้างจำกัดพอสมควร โดยปกติแล้ว หม้อขนาด 1 ลิตรจะใส่น้ำได้ประมาณ 3 ถ้วย เพราะฉะนั้น ถ้าหม้อมีขนาดน้อยกว่า 1 ลิตร เช่น มีความจุประมาณ ¾ ลิตร ก็จะจุน้ำได้เพียง 2 ถ้วยเป็นอย่างมาก จึงอาจจะเหมาะสำหรับการต้มกาแฟหรือซุปสำหรับหนึ่งหรือสองคนเท่านั้น

หม้อ 1 ลิตร

หากคุณเดินทางคนเดียว หม้อขนาด 1 ลิตรอาจจะเหมาะสำหรับคุณในเวลาที่คุณต้องการจะต้มน้ำเพื่อดื่มกาแฟ อุ่นซุป หรืออุ่นอาหารกระป๋อง เป็นต้น หม้อขนาดเล็กนี้จะเหมาะสำหรับเวลาที่ต้องการต้มน้ำให้เดือดภายในเวลาสั้น แต่ไม่เหมาะที่จะใช้หุงข้าว เพราะขนาดที่เล็กเกินไปจะทำให้ไม่สามารถใส่น้ำได้เยอะมาก ซึ่งอาจจะทำให้หุงข้าวได้ไม่สุก

หม้อ 1.5 ลิตร

อย่างน้อยที่สุด หม้อขนาด 1.5 นี้ก็สามารถจะทำได้ทุกอย่างเท่ากับที่หม้อขนาด 1 ลิตรจะสามารถทำได้ นอกเหนือจากนี้แล้ว หม้อขนาด 1.5 ลิตรยังเหมาะสำหรับใช้ในการหุงข้าวหรือทำอาหารอื่นๆ สำหรับ 1-2 คนอีกด้วย

หม้อ 2 ลิตร

และเช่นเดียวกัน หม้อขนาด 2 ลิตรนี้อย่างน้อยที่สุดก็สามารถทำได้ทุกอย่างเช่นเดียวกับที่หม้อขนาดเล็ก กว่าสามารถทำได้ สิ่งที่เพิ่มขึ้นมาก็คือหม้อขนาด 2 ลิตรนี้จะเหมาะสำหรับกลุ่มที่มีขนาดประมาณ 2-4 คน เพราะขนาดความจุของหม้อจะสามารถใช้ทำอาหารหรือหุงข้าวได้สำหรับคนจำนวนมาก ขึ้นนั่นเอง

หม้อ 3 ลิตร

หม้อขนาด 3 ลิตรนี้ เหมาะสำหรับใช้กับการเดินทางในกลุ่มที่มีจำนวนคนมาก หรือการท่องเที่ยวแบบคาร์แค้มป์ปิ้งกับครอบครัว เนื่องจากหม้อจะมีความจุที่มากขึ้น แต่ถ้าหากคุณจะเดินทางเข้าป่าเป็นเวลานานหรือไปกับกลุ่มคนจำนวนน้อย ก็ไม่ควรจะนำหม้อขนาดนี้ไปด้วยเพราะมันจะใหญ่เกะกะเกินไป

หม้อใหญ่กว่า 3 ลิตร

ความจริงแล้วหม้อขนาดนี้มักจะไม่ค่อยเหมาะสำหรับผู้ที่จะไปเดินทางในป่า เพราะมันใหญ่เกินไปและไม่จำเป็นที่จะต้องใช้หม้อขนาดนี้ในป่า แต่หม้อขนาดนี้จะเหมาะสำหรับเวลาที่คุณจะเดินทางไปเที่ยวแบบค่อนข้างสบาย เช่น เที่ยวแบบคาร์แค้มป์ปิ้ง หรือไปปิกนิกริมทะเล และต้องการใช้หม้อที่สามารถจะนึ่งหรืออบอาหารที่อาจจะต้องใช้น้ำในปริมาณมาก เช่น อาหารทะเลพวก ปู หอย เป็นต้น

เมื่อเราทราบแล้วว่าภาชนะขนาดใด เหมาะสมกับงานใด ก่อนเดินทางลองดูจำนวนคน ประเภทการเดินทาง คุณก็จะสามารถวางแผนได้ว่า ควรจะนำภาชนะขนาดใดติดตัวไปบ้าง

ที่มา http://www.mrbackpacker.com/gear/gear_49.html

ด้ามจับภาชนะ

ด้ามจับภาชนะนั้นเราจะสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 แบบใหญ่คือ ด้ามจับแบบหูหิ้ว , ด้ามจับแบบพับได้ , ด้ามจับแบบพกพา ในชุดเครื่องครัวแต่ละแบบก็จะมีด้ามจับต่าง ๆ กันออกไป ขึ้นกับรุ่น ยี่ห้อ และขนาดของภาชนะนั้น ๆ เราจะลองมาดูรายละเอียดของด้ามจับแต่ละแบบกันว่าเป็นอย่างไร

ด้ามจับแบบหูหิ้ว (Bail Handles)

ด้าม จับแบบหูหิ้วนี้ก็คือด้ามจับแบบที่ใช้กับถังน้ำทั่วไปนั่นเอง จะมีลักษณะโค้งเป็นรูปครึ่งวงกลม (หรือเป็นรูปเหลี่ยมก็ได้) เชื่อมต่อกับตัวภาชนะหรือหม้อทั้งสองข้าง และสามารถพับเอนลงไปด้านข้างของภาชนะได้เวลาไม่ได้ใช้ด้ามจับเพื่อถือไปไหน ผู้ผลิตบางเจ้าอาจจะออกแบบให้บริเวณตรงกลางของด้ามจับมีลักษณะเป็นร่องเล็ก น้อยเพื่อความสะดวกในการแขวนไม่ให้เลื่อนไหลได้ง่าย ข้อเสียของด้ามจับแบบหูหิ้วนี้ก็คือจะร้อนได้ง่ายเวลาตั้งหม้ออยู่บนเปลวไฟ จนไม่สามารถจะจับต้องด้วยมือเปล่าได้ บางแบบได้มีการออกแบบตัวด้ามให้มีการเคลือบด้วยยางเพื่อเป็นฉนวนกันความร้อน แต่หากเจอกับความร้อนมาก ๆ ตัวยางเองก็อาจจะละลายได้เช่นกัน นอกจากนี้ ด้ามจับแบบนี้ยังอาจจะเป็นเหตุให้อาหารทั้งหม้อหกเทกระจาดราดลงไปบนกองไฟได้ ง่ายๆ หากวางแขวนไว้ไม่ดีเพราะด้ามจับแบบหูหิ้วนี้มักจะแกว่งไกวไปมาได้ง่าย

ด้ามจับแบบพับได้ (Swing Handles)

ตัวด้ามจับแบบพับได้ส่วนมากมักจะทำมาจากลวดหรือเหล็ก โดยมากแล้วเมื่อไม่ได้ใช้ด้ามจับก็จะสามารถพับเก็บแนบไปกับด้านข้างหรือด้าน บนของตัวภาชนะได้ แต่เมื่อต้องการจะใช้ด้ามจับเราก็สามารถจะดึงมันออกมาใช้ ซึ่งในภาชนะขนาดใหญ่ตัวด้ามจับมักจะเป็นด้ามที่แข็งแรง และพับเก็บขึ้นด้านบน ซึ่งข้อดีของด้ามพับที่เก็บด้านบนนั้นคือเก็บได้ง่าย แต่บางครั้งการนำมาใช้ก็ควรจะระวัง เพราะหากดึงด้ามมาล็อคกับตัวภาชนะไม่สุด เวลาถือภาชนะตัวด้ามอาจจะไม่มั่นคง

gear_48_4.jpg
gear_48_5.jpg

ส่วนตัวด้ามแบบพับเข้าด้านข้างนั้น มักจะใช้กับภาชนะที่มีขนาดเล็ก เวลาจะใช้ก็ดึงเหล็กที่พับด้านข้างออกมา ซึ่งด้ามจับแบบนี้ก็ยังมีข้อเสีย อยู่ที่ความร้อนของตัวด้ามจับในขณะทำอาหาร เพราะตัวด้ามจะติดอยู่กับภาชนะ จึงอยู่ใกล้กับกองไฟ ถึงแม้จะเคลือบฉนวนกันความร้อนไว้แล้วก็ยังมีสิทธิ์ที่จะร้อนมากจนไหม้มือ ได้หากไม่ระวัง และหากเราทำอาหารในที่ที่ลมแรงและมีการใช้ที่กั้นลม ด้ามจับแบบนี้ก็อาจจะเกะกะเช่นกัน

ด้ามจับแบบพกพา (Pot Grabber)

ด้ามจับแบบพกพานี้มีไว้เพื่อใช้กับอุปกรณ์เครื่องครัวใด ๆ ที่ไม่มีด้ามจับในตัวนั่นเอง ลักษณะของด้ามจับแบบนี้จะมีรูปร่างคล้ายแท่งเหล็ก โดยจะมีตัวกดเพื่อให้หนีบกับภาชนะ ข้อดีของด้ามจับแบบพกพานี้มีหลายประการด้วยกันเมื่อเปรียบเทียบกับด้ามจับใน ตัวของภาชนะอื่นๆ แรกสุด ด้ามจับแบบพกพานี้ไม่ได้ติดกับตัวภาชนะ เราจะใช้ก็ต่อเมื่อต้องการเคลื่อนย้ายหม้อหรือภาชนะเท่านั้น ตัวด้ามจึงไม่เกะกะเวลาที่เรากางที่กั้นลมขณะทำอาหารไปด้วย นอกจากนี้ ตัวด้ามจะไม่ร้อนมากเกินไปเพราะเราไม่ได้ติดด้ามจับกับภาชนะตลอดเวลา จึงไม่ต้องกังวลว่าตัวด้ามจับอาจจะละลายได้ (หากมีการเคลือบด้านนอกด้วยยาง) เหมือนกับด้ามจับแบบหูหิ้วหรือด้ามจับแบบพับได้ และท้ายที่สุด ด้ามจับแบบพกพาที่มีการออกแบบมาอย่างดีจะทำให้เราสามารถจับภาชนะเคลื่อนย้าย ได้อย่างมั่นคงโดยไม่ต้องกังวลว่าด้ามจับที่หนีบไว้จะหลุด ถึงแม้ว่าจะมีอาหารบรรจุอยู่เต็มหม้อก็ตาม ส่วนข้อเสียของด้ามจับชนิดนี้คือ ตัวด้ามจะอยู่แยกจากตัวภาชนะ บางครั้งหากเก็บไม่ดีก็อาจจะหายได้

gear_48_1.jpg gear_48_2.jpg
ด้ามจับแบบพกพาจะเป็นด้ามเหล็ก และมีตัวหนีบกับภาชนะ

การเลือกชนิดของด้ามจับภาชนะนั้น บางครั้งเราก็ไม่สามารถจะเลือกได้ เพราะแบบและรุ่นของภาชนะนั้นมักจะมีด้ามจับที่มากับภาชนะอยู่แล้วว่าเป็นแบบ ใด เราคงไม่สามารถไปเลือกได้ว่า จะเอาภาชนะรุ่นนี้ แต่จะใช้ด้ามจับแบบนี้ แต่เราก็ไม่ต้องกังวลกับมันมากเท่าไหร่ เพราะโดยปรกติภาชนะพวกนี้มักจะได้รับออกแบบมาดีอยู่แล้ว โดยมีการเลือกใช้ชนิดด้ามจับให้เหมาะสมกับตัวภาชนะในแต่ละชิ้น เช่น หากเป็นภาชนะขนาดใหญ่ก็มักจะใช้ด้ามจับแบบพับขึ้นข้างบนหรือพกพา เพราะภาชนะขนาดใหญ่มักจะถูกนำไปใช้ประกอบอาหาร จึงต้องใช้ด้ามที่สามารถรับน้ำหนักและจับแล้วไม่ร้อน หากเป็นภาชนะขนาดเล็ก ก็มักจะใช้ด้ามจับแบบพับเข้าด้านข้าง เพราะภาชนะขนาดเล็กมักจะใช้ในการต้มน้ำกินกาแฟ หรือ ต้มอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น แต่หากภาชนะรุ่นที่คุณเลือกไม่ใช้ด้ามจับที่คุณต้องการ ก็สามารถดูรุ่นอื่น ๆ หรือยี่ห้ออื่น ๆ ที่ใกล้เคียงกันได้ ปัจจุบันเครื่องครัวสำหรับแค้มปิ้งค์นั้นเริ่มมีให้เลือกกันหลายแบบ คงมีสักแบบที่ตรงความต้องการของคุณ

ที่มา http://www.mrbackpacker.com/gear/gear_48.html

วัสดุที่ใช้ผลิตเครื่องครัว

วัสดุที่ใช้ผลิตเครื่องครัวมีอยู่หลายแบบ แต่ละแบบจะมีคุณสมบัติ และข้อดี ข้อเสียต่าง ๆ กันออกไป การที่เราจะเลือกว่าจะใช้วัสดุแบบไหน ก็ขึ้นกับความต้องการของผู้ใช้ เราจะมาดูกันถึงรายละเอียดวัสดุชนิดต่าง ๆ กัน
  • อลูมิเนียม (Aluminum)

    ข้อดีของอุปกรณ์เครื่องครัวที่ทำจากอลูมิเนียมก็คือมีน้ำหนักเบา และมีราคาไม่แพง แต่อลูมิเนียมก็มีข้อเสียอื่นๆ อีกมากที่ควรจะคำนึงถึง ข้อแรก การใช้อุปกรณ์เครื่องครัวที่ทำจากอลูมิเนียมที่ไม่มีคุณภาพ อาจจะทำให้เกิดปฏิกิริยาทางเคมี เกิดเป็นคราบสีขาวในหม้อ ทำให้เป็นอันตรายต่อร่างกายได้ และอลูมิเนียมอาจจะเกิดปฏิกิริยากับอาหารที่มีฤทธิ์เป็นกรดได้ด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ อลูมิเนียมยังถือเป็นตัวนำความร้อนที่ไม่ค่อยดีนักอีกด้วย เนื่องจากมันต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่งเพื่อทำให้หม้อหรือกระทะเริ่มร้อน แต่เมื่อมันร้อนแล้วก็จะร้อนอยู่อย่างนั้นไม่เย็นลงได้ง่ายๆ ถึงแม้จะเอาหม้อหรือกระทะนั้นออกมาจากไฟแล้วก็ตาม อาหารก็จะยังไหม้ต่อไปเพราะความร้อนได้ถูกกักไว้แล้วและสามารถกระจายออกไป ได้ช้ามาก ยิ่งไปกว่านั้น ได้มีข้อสันนิษฐานด้วยว่าอุปกรณ์เครื่องครัวที่ทำจากอลูมิเนียมนั้นอาจจะ เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคอัลไซเมอร์ได้เช่นกัน และหากเราวางแผนที่จะไปเที่ยวในช่วงเวลาสั้นๆ ก็คงจะไม่เป็นไรมาก แต่หากเราวางแผนที่จะเดินทางนานๆ การใช้อลูมิเนียมอาจจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เนื่องจากอลูมิเนียมเป็นวัสดุที่ไม่แข็งแรงทนทานมาก หากมีการกระแทกเป็นเวลานานๆ ก็อาจจะบุบบี้หรือเสียรูปทรงได้ ซึ่งบางครั้งการเดินป่าที่มีหนทางยากลำบาก ต้องมีการปีนป่าย เครื่องครัวของเราอาจจะบุบได้ และในบางครั้งวัสดุชนิดนี้หากร้อนมาก ๆ ก็อาจจะละลายได้ ซึ่งมีคนเคยนำกระทะอลูมิเนียมไป พอเดินทางไปถึงที่พักแรม ปรากฏว่าบุบจนไม่เป็นรูปทรงกระทะ เวลาตั้งไฟนาน ๆ กระทะก็ละลาย ซึ่งควรจะระวังในข้อนี้ด้วย
  • เหล็กสเตนเลส (Stainless Steel)

    เหล็กสเตนเลสก็คือเหล็กที่ไม่เป็นสนิม ซึ่งมักจะเป็นที่นิยมสำหรับการใช้ประกอบอาหารในครัวเรือนทั่วไป เหล็กประเภทนี้มีความทนทานในการใช้งานสูงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหมาะสำหรับสภาพการเดินทางในป่าที่ลำบากลำบน เหล็กสเตนเลสไม่ใช่ตัวนำความร้อนที่ดีนักเช่นเดียวกับอลูมิเนียม จึงต้องใช้เวลาพอสมควรในการทำให้ภาชนะร้อน แต่ข้อแตกต่างระหว่างเหล็กสเตนเลสกับอลูมิเนียมก็คือเหล็กสเตนเลสจะไม่เก็บ กักความร้อนเอาไว้นาน ถ้าเราเอาภาชนะนั้นๆ ออกมาจากไฟแล้วอุณหภูมิก็จะลดลงอย่างรวดเร็ว จึงทำให้ง่ายต่อการประกอบอาหาร นอกจากนี้เหล็กสเตนเลสยังมีความมันเงามากกว่าอลูมิเนียมซึ่งทำให้ทำความ สะอาดได้ง่ายกว่าอีกด้วย แต่ข้อเสียของเหล็กสเตนเลสคือน้ำหนักของมัน เครื่องครัวที่ทำจากสเตนเลสมักจะมีน้ำหนักมากกว่าเครื่องครัวที่ทำจากวัสดุ ชนิดอื่น

    อลูมิเนียมเป็นวัสดุที่เบา
    แต่ไม่คงทนเท่าใดนัก

    ไททาเนียมมีน้ำหนักเบา
    ทนทาน แต่ราคาแพง

  • เหล็กผสม (Composite)

    ภาชนะเครื่องครัวที่ทำจากเหล็กผสมนี้ ส่วนมากจะเป็นการผสมกันระหว่างเหล็กสเตนเลสกับทองแดง หรือเหล็กสเตนเลสกับอลูมิเนียม โดยแผ่นทองแดงหรืออลูมิเนียมนั้นจะสอดอยู่ตรงกลางระหว่างชั้นของเหล็ก สเตนเลสทั้งสองที่ก้นหม้อหรือกระทะนั้นๆ ภาชนะที่ทำจากเหล็กผสมโดยเฉพาะตัวที่มีแผ่นทองแดงสอดอยู่นั้นถือเป็นภาชนะ ที่เหมาะที่สุดสำหรับการทำอาหาร เพราะเหล็กผสมชนิดนี้จะมีความทนทานและล้างง่ายไม่ติดหม้อเหมือนกับคุณสมบัติ ของเหล็กสเตนเลส และทองแดงยังเป็นตัวช่วยนำความร้อนที่ดีมากอีกด้วย ทองแดงช่วยทำให้ภาชนะร้อนเร็วและเย็นเร็วและยังช่วยกระจายความร้อนไปทั่ว บริเวณก้นหม้อหรือกระทะด้วย อลูมิเนียมก็มีคุณสมบัติคล้ายคลึงกับทองแดงเช่นกันแต่มีประสิทธิภาพด้อยกว่า และเนื่องจากเหล็กผสมลักษณะนี้ไม่ได้มีการเชื่อมต่อกันสนิทระหว่างแผ่นทอง แดงหรืออลูมิเนียมที่สอดอยู่ตรงกลางกับเหล็กสเตนเลสทั้งสอง มันจึงเป็นการเพิ่มน้ำหนักของภาชนะขึ้นมาด้วยเช่นกัน นอกจากนั้น ถ้ามีการออกแบบไม่ดี บริเวณก้นของภาชนะอาจจะเกิดการแตกหักชำรุดทำให้ชั้นของเหล็กสเตนเลสด้านล่าง กับแผ่นทองแดงหรืออลูมิเนียมหลุดออกมาได้ และภาชนะนั้นก็จะไม่สามารถใช้งานได้อีก
  • ไททาเนียม (Titanium)

    ไททาเนียมนั้นเป็นวัสดุที่มีน้ำหนักเบาอย่างไม่น่าเชื่อและยังมีความทนทาน มากเช่นกัน ถ้าคุณเป็นคนที่กังวลมากกับน้ำหนักของสัมภาระทุกชิ้นที่แบกเข้าป่าไปด้วย หรือต้องเดินทางเป็นระยะเวลายาวนานซึ่งต้องการภาชนะที่มีความทนทานสูง ไททาเนียมน่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีของคุณ แต่ภาชนะที่ทำจากไททาเนียมจะมีราคาแพงมากกว่าภาชนะที่ทำจากวัสดุอื่นๆ อยู่พอสมควร และไททาเนียมเองยังไม่คุณสมบัติในการนำความร้อนที่ไม่ค่อยดีคล้ายๆ กับอลูมิเนียม คือจะร้อนเร็วและก็ยังคงร้อนอยู่อย่างนั้นแม้จะนำภาชนะนั้นออกมาจากไฟแล้วก็ ตาม ทำให้อาหารไหม้ได้ง่าย ดังนั้น หากคุณไม่ได้กังวลมากขนาดที่จะต้องใช้แต่ภาชนะน้ำหนักเบามากเท่านั้นแล้วละ ก็ คุณก็ไม่จำเป็นจะต้องเลือกใช้ไททาเนียมก็ได้
  • พลาสติก (Plastic)

    พลาสติกเป็นวัสดุที่ใช้กันแพร่หลาย ซึ่งเรามักจะนิยมใช้พลาสติกสำหรับจาน ชาม ช้อน ที่ใส่ของทั่ว ๆ ไป แต่เราจะไม่ใช้กับการปรุงอาหารที่ต้องใช้ความร้อน เพราะพลาสติกจะไม่ทนไฟ (ยกเว้นพลาสติกแบบพิเศษ ที่ใช้ในเตาไมโครเวพ ซึ่งจะทนความร้อนได้ระดับหนึ่ง) เราจึงไม่สามารถใช้วัสดุชนิดนี้ ต้มน้ำ ทอดอาหาร ได้ สำหรับข้อดีของพลาสติกคือน้ำหนักเบา ราคาถูก ไม่แตกง่าย ส่วนข้อเสียคือ ไม่ทนไฟ และล้างความมันออกได้ยากกว่าวัสดุที่เป็นโลหะ
ที่มา http://www.mrbackpacker.com/gear/gear_47.html

ชนิดและเครื่องครัวประเภทต่าง ๆ

ในชุดครัวแต่ละชุดจะประกอบไปด้วยอุปกรณ์หลาย ๆ ชิ้น เช่น กระทะ หม้อ กาต้มน้ำ ฯลฯ ซึ่งแต่ละชิ้นก็จะใช้ประโยชน์ต่าง ๆ กัน ชุดครัวที่ขายในปัจจุบันบางชุด (ซึ่งจะเป็นชุดเล็ก) อาจจะมีอุปกรณ์ไม่ครบทุกชิ้น ทำให้ผู้ซื้อต้องเลือกว่าควรจะซื้อชุดไหนจึงเหมาะสมกับความต้องการ เราจะมาดูถึงอุปกรณ์ในแต่ละชิ้นว่ามีอะไรบ้าง

กระทะก้นแบน (Frying Pan)

ชุด อุปกรณ์เครื่องครัวส่วนใหญ่มักจะมีกระทะก้นแบนที่มีขอบเตี้ยๆ มาในชุดด้วย ซึ่งเหมาะสำหรับการปรุงอาหารหลายๆ ประเภท ไม่ว่าจะทอด ผัด หรือแม้กระทั่งต้มน้ำ เนื่องจากกระทะมีลักษณะแบน จึงมีพื้นที่สัมผัสเพิ่มมากขึ้น ทำให้สามารถต้มน้ำให้เดือดได้เร็วกว่าใช้หม้อต้มน้ำธรรมดา ขนาดของกระทะที่เหมาะสมน่าจะมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางระหว่าง 7-1/2 นิ้ว ถึง 9 นิ้ว ถ้าเล็กเกินไปก็จะไม่สามารถทำอาหารอะไรได้ หรือหากใหญ่เกินไปก็อาจจะเทอะทะเกะกะได้

หม้อ (Pots)

โดย ปกติแล้ว หม้อก็เป็นอุปกรณ์อีกชิ้นหนึ่งที่ในชุดเครื่องครัวทั่วไปจะต้องมี หม้อที่มักจะใช้กันทั่วไปมักจะมีขนาดเป็นมาตรฐานอยู่ที่ประมาณ 1, 1.5, 2 และ 3 ลิตร เมื่อเราต้องการจะซื้อชุดเครื่องครัวสักชุด ควรจะพิจารณาเลือกซื้อชุดที่มีหม้อมาให้มากกว่าหนึ่งใบ เพราะเราจะได้สามารถทำอาหารหลายๆ อย่างได้ในเวลาเดียวกัน เช่น ใช้หม้อใบหนึ่งหุงข้าว พร้อมๆ กับต้มซุปหรือแกงอะไรสักอย่างได้ นอกจากนี้ ข้อดีของการมีหม้อหลายๆ ขนาดอีกประการหนึ่งก็คือ เราสามารถเลือกใช้ได้ตามความต้องการของแต่ละการเดินทาง เช่น เราอาจจะใช้อุปกรณ์ชุดใหญ่ครบชุดในเวลาที่เราต้องการจะเดินทางกันเป็นกลุ่ม ใหญ่กับครอบครัว หรือเพื่อนฝูงหลายๆ คน แต่หากเราเดินทางเพียงคนเดียวหรือสองคน ก็ไม่จำเป็นจะต้องเอาอุปกรณ์ชุดใหญ่ไปครบชุดก็ได้ สิ่งที่เราควรจะคำนึงถึงอย่างหนึ่งในการเลือกซื้อชุดอุปกรณ์เครื่องครัวสัก ชุดก็คือ หม้อทุกใบ รวมทั้งกระทะและอุปกรณ์อื่นๆ ในชุดเดียวกัน ควรจะเก็บซ้อนกันเป็นชั้นๆ ได้เพื่อความประหยัดพื้นที่

ถ้วยตวงและแก้วน้ำ (Measuring and/or Drinking Cup)

อุปกรณ์ เครื่องครัวบางชุดจะมีถ้วยตวงที่สามารถปรับให้เป็นแก้วน้ำใบเล็กๆ ได้ ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว เรามักจะไม่ได้ใช้ถ้วยตวงเหล่านี้กันตามวัตถุประสงค์ซักเท่าไหร่ เพราะถ้าพูดกันตามจริงแล้ว เวลาทำกับข้าวกันในป่าหรือระหว่างตั้งแค้มป์ เราคงไม่ต้องพิถีพิถันกันขนาดที่ว่าจะต้องมานั่งตวงส่วนผสมกันทุกครั้ง และหากจะใช้ถ้วยตวงเหล่านี้แทนแก้วน้ำ มันก็คงจะมีขนาดเล็กเกินกว่าจะใส่อะไรได้มากมาย คงจะไม่ใหญ่พอที่จะใช้ชงกาแฟได้ด้วยซ้ำ บางคนจึงคิดว่าถ้วยตวงเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งจำเป็นเลย แต่หากจะว่าไป เราก็อาจจะนำมาประยุกต์ใช้ทำอย่างอื่นได้เช่นกัน เช่น ใช้ใส่น้ำจิ้ม หรือใช้ใส่เครื่องปรุงต่างๆ ที่เราหั่นเตรียมเอาไว้ เช่น พวกกระเทียม พริก มะนาว เป็นต้น

กาต้มน้ำ (Kettle)

ชุด อุปกรณ์เครื่องครัวใหญ่ๆ บางชุดจะมีกาต้มน้ำรวมอยู่ด้วย ซึ่งประโยชน์ใช้สอยของมันก็คงจะเป็นเพื่อการต้มน้ำอย่างเดียวจริงๆ แต่ก็นับว่าเป็นสิ่งที่สะดวกพอสมควร หากเราต้องการจะต้มน้ำเพียงเพื่อชงเครื่องดื่มอย่างเดียว โดยไม่ได้คิดจะทำกับข้าวมื้อใหญ่ บางคนอาจจะไม่ต้องการเพิ่มน้ำหนักโดยการแบกกาต้มน้ำใบนี้เข้าไปด้วย อาจจะใช้หม้อธรรมดาในชุดอุปกรณ์ต้มน้ำแทนการใช้กาต้มน้ำก็ได้ แต่การใช้กาต้มน้ำก็อาจจะสะดวกมากกว่าเวลาที่เราเทน้ำเดือดลงในแก้ว

ฝาหม้อ (Lids)

ฝา หม้อเป็นอุปกรณ์มาตรฐานที่จำเป็นจะต้องมีในชุดอุปกรณ์เครื่องครัวชุดทุก เนื่องจากฝาหม้อจะมีประโยชน์ต่างๆ มากมาย ประโยชน์อย่างแรกสุดก็คือ ใช้ปิดหม้อเพื่อความรวดเร็วในการปรุงอาหาร เพราะจะทำให้น้ำในหม้อร้อนเร็วขึ้น (ซึ่งประโยชน์อันนี้ก็เป็นเรื่องพื้นฐานที่ทุกคนควรจะทราบอยู่แล้ว) ประการต่อไป การปรุงอาหารในป่า บางครั้งเราอาจจะต้องก่อกองไฟเพื่อทำอาหาร เราจึงจำเป็นจะต้องมีฝาหม้อเพื่อป้องกันฝุ่นหรือขี้เถ้าไม่ให้ตกลงไปในอาหาร นอกจากนี้ ชุดอุปกรณ์บางชุด จะออกแบบมาให้เราสามารถนำฝาหม้อมาใช้เป็นกระทะได้อีกด้วย ซึ่งถือเป็นข้อดีที่ควรจะพิจารณาอย่างยิ่งในการที่เราสามารถใช้อุปกรณ์ชิ้น หนึ่งสำหรับหลายๆ วัตถุประสงค์ได้เช่นนี้

อุปกรณ์อื่น ๆ

นอก จากอุปกรณ์ที่ใช้ทำครัวหลัก ๆ แล้ว ยังมีอุปกรณ์ชิ้นเล็ก ๆ ที่อาจจะมากับชุดเครื่องครัวด้วย เช่น ทัพพี ช้อนตักน้ำซุป ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นขนาดเล็กตัวด้ามสามารถพับได้เพื่อสะดวกในการเก็บ , ด้ามจับหม้อกระทะ บางชุดจะเป็นด้ามแยกออกมาจากตัวหม้อหรือกระทะ เวลาใช้ก็จะเอาไปหนีบกับอุปกรณ์นั้น ๆ แต่ส่วนใหญ่จะติดกับตัวอุปกรณ์และใช้วิธีพับเก็บมากกว่า , จาน ช้อน ส้อม บางชุดอุปกรณ์ก็อาจจะมีอุปกรณ์เหล่านี้ติดมาด้วย ส่วนใหญ่จะเป็นพลาสติก

ที่มา http://www.mrbackpacker.com/gear/gear_43.html

การเลือกซื้อเครื่องครัว

ในการเดินทางแต่ละครั้ง นอกจากธรรมชาติที่สวยงาม และความสนุกสนานกับเพื่อนร่วมทางที่รู้ใจแล้ว สิ่งสำคัญอีกอย่างที่จำเป็นมากต่อชีวิตนักเดินทางก็คือ อาหารการกิน นั่นเอง บางคนอาจจะบอกว่าขอเพียงแค่อิ่มท้อง กินง่ายไม่เรื่องมาก แต่ถ้าลองให้กินอาหารแบบเดียวกัน เช่น พวกอาหารแห้ง อาหารกระป๋อง ติดๆ กันซักสองวันหรือแค่สามมื้อ .. ก็คงเหม็นเบื่อกันไปอีกนาน เพราะอย่างน้อยที่สุด ในหนึ่งวันคนเราก็ควรจะได้กินอาหารที่เรียกได้ว่าเป็นอาหารที่แท้จริงซัก หนึ่งมื้อ ซึ่งหมายถึงอาหารที่ได้ผ่านขั้นตอนการปรุงอย่างที่ควรจะเป็น ไม่ใช่การเอาอาหารแห้งหรืออาหารกระป๋องมาอุ่นเฉยๆ เท่านั้น (อันนี้ขอยกเว้นบางกรณีที่ไม่มีอะไรจะให้กินจริงๆ เช่น เวลาหลงป่า หรือติดน้ำป่าออกมาไม่ได้ เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นก็คงไม่มีใครเรื่องมากแน่ๆ มีอะไรก็กินได้หมด)

ดังนั้น นักเดินทางส่วนใหญ่หรือจะเรียกได้ว่าแทบทุกคนคงจะไม่ปฏิเสธ หากจะบอกว่าอุปกรณ์ที่สำคัญสำหรับการเดินทางทุกครั้งที่จะขาดไม่ได้เลย ก็คืออุปกรณ์ทำครัวนั่นเอง

สมัยนี้มีอุปกรณ์ทำครัวให้เลือกมากมาย ทุกๆ คน ไม่ว่าจะเป็นกองทัพหรือนักเดินป่าก็ต้องเดินด้วยท้องกันทั้งนั้น หากเราเลือกอุปกรณ์ทำครัวที่ไม่เหมาะสมกับความต้องการของเรา ก็อาจจะทำให้เราต้องมาเดินแบกน้ำหนักที่มากเกินความจำเป็น หรือทำอาหารได้ไม่สะดวกเพราะหม้อ กระทะ มีขนาดเล็กเกินพอดี

ในท้องตลาดทั่วไป เราจะเห็นได้ว่ามีอุปกรณ์ทำครัวที่มีราคาแตกต่างกันมากมาย ทั้งๆ ที่เราก็ใช้เพื่อการปรุงอาหารเหมือนๆ กัน บางชนิดอาจจะมีราคาเพียงไม่กี่ร้อยบาท เช่น พวกจาน ชาม หรือหม้อสังกะสี ในขณะที่อุปกรณ์บางชนิดมีราคามากกว่า 5,000 บาท แต่อุปกรณ์ที่ถือว่าน่าใช้ และมีราคาสมกับคุณภาพ น่าจะมีราคาอยู่ในช่วงระหว่าง 2-3,000 บาท

ในชุดเครื่องครัวหนึ่งชุด ควรจะมีอุปกรณ์พื้นฐานที่จำเป็นอยู่สองสามชิ้น เช่น กระทะ (ซึ่งในบางชุดอาจจะปรับฝาหม้อให้มาใช้เป็นกระทะได้) หม้อขนาดเล็กหนึ่งใบ (ความจุประมาณ 1 ถึง 1.5 ลิตร) หม้อขนาดใหญ่หนึ่งใบ (ความจุประมาณ 2 ลิตร) ฝาหม้อ และถุงใส่อุปกรณ์ทั้งหมด และในบางชุดอาจจะมีอุปกรณ์ใช้สอยอื่นๆ เพิ่มเติมมาให้อีกมากกว่านี้ก็ได้

ที่มา http://www.mrbackpacker.com/gear/gear_42.html