การดูแลรักษาเตา

หลังจากที่มีการใช้งานเตาไปแล้ว อาจจะพบว่ามีปัญหาต่าง ๆ เกิดขึ้นกับเตาของคุณ เช่น จุดไฟไม่ติด ชิ้นส่วนบางชิ้นเสียหาย เรามาลองดูว่าเราจะมีวิธีดูแลรักษาเตาอย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเหล่านี้กับเตาของคุณ
  1. ก่อนจะนำเตาเข้าไปใช้ในการท่องเที่ยวหรือเดินป่าจริงๆ คุณควรจะลองใช้ดูที่บ้านเสียก่อน เนื่องจากคุณจะได้มีเวลาศึกษาวิธีการใช้ที่ถูกต้อง และหากมีปัญหาอะไรเกิดขึ้นก็ยังสามารถแก้ไขได้ทัน ดีกว่าที่จะไปรู้เอากลางป่าว่า คุณใช้เตาอันใหม่ไม่เป็น หรือมีปัญหาอื่นๆ เกิดขึ้นซึ่งแก้ไขอะไรไม่ทันแล้ว
  2. แม้ว่าเตาของคุณอาจจะใช้เชื้อเพลิงได้หลายชนิด แต่ก็ควรจะใช้เชื้อเพลิงชนิดที่ผู้ผลิตแนะนำมาว่าดีที่สุดจะดีกว่า เนื่องจากเชื้อเพลิงชนิดอื่นอาจจะเป็นเพียงแค่ตัวแก้ขัดในกรณีที่เชื้อเพลิง ชนิดที่แนะนำมานั้นหมดหรือหาไม่ได้จริงๆ ในบางพื้นที่ และบางครั้งเชื้อเพลิงทดแทนประเภทอื่นอาจจะทำให้เกิดปัญหาการอุดตันที่หัว เตาได้ หรือหากใช้ผิดประเภทจะยิ่งทำให้เตาเกิดความเสียหายได้มากขึ้น
  3. ก่อนออกเดินทางทุกครั้งควรจะเช็คก่อนว่า คุณมีเชื้อเพลิงอยู่เต็มถังหรือไม่ และก็ควรจะเช็คให้แน่ใจอีกครั้งด้วย เพื่อความสบายใจและมั่นใจว่าคุณจะไม่ไปเจอเรื่องแปลกประหลาดลึกลับที่ว่า อยู่ดีๆ เชื้อเพลิง (ที่คิดว่ามีอยู่เต็ม) ก็หมดไปเฉยๆ ซะอย่างนั้นแหละ
  4. เมื่อใช้เตาเสร็จแล้ว ควรจะแยกเก็บตัวเตาและถังเชื้อเพลิงออกจากกันทุกครั้ง เพื่อป้องกันการรั่วของเชื้อเพลิงซึ่งอาจจะทำให้เกิดความเสียหายกับอุปกรณ์ อื่นๆ ได้อีกด้วย และยังป้องกันเรื่องลึกลับที่ว่าอยู่ดีๆ เชื้อเพลิงก็หายไปได้ด้วยเช่นกัน
  5. หากคุณเดินทางโดยเครื่องบินหรือรถไฟ คุณจำเป็นจะต้องแจ้งว่าคุณได้พกถังเชื้อเพลิงติดตัวมาด้วย เพราะนอกจากจะเป็นเรื่องผิดกฎหมายแล้วอาจจะทำให้เกิดเรื่องยุ่งยากหรือ อุบัติเหตุที่ไม่คาดคิดได้ แม้กระทั่งการเดินทางโดยเรือคุณก็ควรจะต้องบอกกล่าวไว้ก่อนว่าคุณได้นำเชื้อ เพลิงประเภทใดติดตัวมาด้วย เพื่อจะได้มีการเก็บรักษาเอาไว้ในที่ที่ปลอดภัย
  6. อย่าสูบบุหรี่ระหว่างที่ใช้เตา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตอนที่คุณกำลังจุดเตาอยู่ คุณคงจะรู้กันดีอยู่แล้วว่าเชื้อเพลิงเป็นสารไวไฟ เพราะฉะนั้น กันไว้ดีกว่าแก้
  7. ควรจะมีชุดอุปกรณ์สำหรับซ่อมแซมเตา และควรจะหัดใช้ให้เป็นด้วย และหลังจากการใช้งานทุกครั้งก็ควรจะทำความสะอาดเตาอย่างถูกวิธี เพื่อเป็นการยืดอายุการใช้งานให้ยาวนานออกไปได้เป็นสิบปี และหากเตาของคุณชำรุดหรือเสียหายก็ควรจะซ่อมแซมให้เรียบร้อย ไม่ควรจะดันทุรังใช้เพราะจะทำให้เกิดความเสียหายหรืออันตรายอื่นๆ ตามมาได้
  8. กระป๋องเชื้อเพลิงเปล่านั้น ควรจะเก็บกลับออกมาทิ้งให้ถูกต้องด้วย เช่นกัน อย่าทิ้งเอาไว้ในป่า และไม่ควรเผาหรือฝังโดยเด็ดขาด หากมีที่ที่จัดไว้ให้สำหรับทิ้งกระป๋องเชื้อเพลิงพวกนี้โดยเฉพาะเพื่อนำไปรี ไซเคิลได้ ก็ควรจะไปทิ้งที่ที่เค้าจัดเอาไว้ให้เรียบร้อย หรือหากไม่มีก็ควรจะทิ้งโดยอ่านตามคำแนะนำข้างกระป๋อง สิ่งที่นักเดินทางทุกคนควรจะคำนึงถึงให้มากๆ ก็คือ “เราจะไม่ทิ้งอะไรไว้นอกจากรอยเท้า” เพราะฉะนั้น หากคุณนำเข้าไปได้ ก็ควรจะนำ (กระป๋องเปล่า) ออกมาได้ด้วยเช่นกัน
credit http://www.mrbackpacker.com/gear/gear_33.html

เทคนิคการใช้เตา

หลังจากที่คุณได้เตาคู่ใจแล้ว ลองมาดูเทคนิคการใช้งาน เพื่อให้เตามีประสิทธิภาพสูงสุดและมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน
  1. ห้ามใช้เตาทำกับข้าวในเต็นท์หรือในที่กำบังที่ไม่มีการถ่ายเทอากาศที่ดีพอเป็นอันขาด เนื่องจากวัสดุที่ใช้ทำเต็นท์นั้นมักจะไหม้และละลายได้ง่าย ซึ่งอาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นได้โดยง่าย และเมื่อเราเปิดเตาใช้นั้น การเผาไหม้ก็จำเป็นจะต้องใช้ก๊าซออกซิเจนเป็นปัจจัยหลัก และจะปล่อยก๊าซคาร์บอนมอนน็อกไซด์หรือก๊าซพิษอื่นๆ ออกมาอีกด้วย ดังนั้น จงจำไว้ว่าคุณควรจะทำกับข้าวข้างนอกและอย่าจุดเตาในเต็นท์เพื่อเพิ่มความ อบอุ่นเป็นอันขาด
  2. เวลาทำกับข้าว ควรจะมีฝาปิดหม้อไว้ด้วยทุกครั้ง วิธีนี้จะช่วยให้ความร้อนไม่หนีหายออกไปและยังช่วยลดเวลาในการทำอาหารลงด้วย
  3. ควรจะใช้ที่บังลมเวลาทำกับข้าวทุกครั้ง ซึ่งจะช่วยให้หม้อได้รับความร้อนโดยตรงไม่มีการหักเหไปเพราะแรงลม ช่วยทำให้อาหารร้อนได้เร็วขึ้นและยังประหยัดเชื้อเพลิงอีกด้วย
  4. ควรจะเก็บเชื้อเพลิงให้อบอุ่นอยู่เสมอ หากเป็นหน้าหนาว คุณอาจจะเก็บเชื้อเพลิงเอาไว้ในกระเป๋าเสื้อแจ็กเก็ตของคุณ หรือเอาผ้าห่อเอาไว้เพื่อไม่ให้กระป๋องเชื้อเพลิงเย็นจนเกินไป เพราะเชื้อเพลิงจะมีประสิทธิภาพมากกว่าหากไม่เย็นมากเกินไป
  5. เวลาทำอาหารควรจะวางเตาไว้บนพื้นผิวที่แข็งแรง เช่น พื้นดินหรือหินที่แข็ง มิฉะนั้นเตาอาจจะเอียงหรือล้มและทำให้อาหารหกได้
  6. เวลาซื้อเตาคุณควรจะเอาอุปกรณ์ทำครัวไปด้วย เช่น หม้อที่คุณใช้ประจำติดตัว ถ้าคุณต้องการซื้อเตาหัวเดียวควรจะลองเอาเตานั้นใส่ในหม้อ (ขนาดกลาง) ดูว่าพอดีหรือไม่ ถ้าเตาเล็กเกินไปอาจจะมีปัญหาว่าต้องใช้เวลานานกว่าจะทำให้น้ำเดือดหรือ อาหารสุกได้ หรือหากเตาใหญ่เกินไปก็อาจจะเป็นปัญหาในการแบกสัมภาระเวลาเดินป่าได้เช่นกัน นอกจากนี้ หากคุณสามารถเก็บเตาเอาไว้ในหม้อได้ก็จะเป็นการป้องกันการกระแทกและเก็บ รักษาเตาที่ดีอีกวิธีหนึ่งด้วยเช่นกัน
  7. ควรนำไฟแช็คหรือไม้ขีดติดไปด้วย บางครั้ง การจุดเตาในสภาพอากาศที่เปียกชื้นหรือมีฝนตกก็อาจจะเป็นเรื่องลำบาก แต่เตาส่วนใหญ่ในปัจจุบันนี้ช่วยแก้ปัญหานี้ด้วยการติดตั้งระบบที่ใช้ปุ่มกด เพื่อช่วยในการจุดไฟให้ ทำให้เราสามารถจุดไฟติดได้ง่ายขึ้น แต่อย่างไรก็ดี คุณก็ควรจะพกไม้ขีดหรือไฟแช็กติดตัวไปด้วย แค่เผื่อเอาไว้เท่านั้นว่าบางครั้งปุ่มมันอาจจะไม่ทำงาน
  8. ควรระวังเรื่องการพกเชื้อเพลิงขึ้นเครื่องบิน หากคุณต้องเดินทางท่องเที่ยวโดยเครื่องบินด้วย ควรจะระวังไว้อย่างหนึ่งว่าการพกถังเชื้อเพลิงหรือกระป๋องแก๊สติดตัวขึ้น เครื่องบิน หรือแม้แต่ใส่ไว้ในกระเป๋าเดินทางที่โหลดลงใต้เครื่องนั้น เป็นเรื่องผิดกฎหมายและอันตรายอย่างยิ่ง บางสายการบินอาจจะอนุโลมให้คุณเก็บเตาและถังเชื้อเพลิงที่ไม่มีเชื้อเพลิง อยู่เลยได้ในกระเป๋าเดินทาง แต่อย่างไรก็ตาม คุณควรจะเช็คกับสายการบินของคุณก่อนเดินทางด้วย

วิธีการเลือกซื้อเตา

อย่าเพิ่งด่วนตัดสินใจซื้อเตาอันแรกที่คุณเห็นว่าสวยถูกใจ ก่อนจะซื้อเราควรจะมาพิจารณาปัจจัยต่างๆ ดังนี้

1. ดูรูปแบบการท่องเที่ยว

คิด ให้ดีก่อนว่าคุณจะใช้เตาสำหรับการเดินทางแบบใด ถ้าหากว่าส่วนใหญ่คุณมักจะเดินทางท่องเที่ยวโดยการขับรถหรือคาร์แคมป์ คุณก็สามารถซื้อเตาขนาดใหญ่ได้เพราะไม่ต้องแบกอุปกรณ์เหล่านี้ แต่เตาประเภทนี้คงไม่เหมาะแน่หากกิจกรรมส่วนใหญ่ของคุณจะเป็นการเดินทางเข้า ไปค้างแรมกลางป่าหรือปีนเขา คงจะต้องเลือกแบบที่มีขนาดเล็กและน้ำหนักเบามากกว่า สำหรับเตาที่ใช้เชื้อเพลิงอัดกระป๋องนั้นมักจะมีลักษณะเบากว่าและสะดวกในการ ใช้งานมากกว่า แต่ก็ต้องจำไว้ว่ากระป๋องเชื้อเพลิงนั้นเปลืองเนื้อที่พอสมควร ถึงแม้ว่าเราจะใช้เชื้อเพลิงหมดแล้วแต่เราก็ควรจะต้องนำตัวกระป๋องกลับออกมา ทิ้งด้านนอกด้วยเช่นกัน

2. เลือกขนาดของเตาที่เหมาะสม

หลังจากพิจารณารูปแบบการเดินทางของคุณแล้ว ต่อมาก็ควรจะคิดว่าเราจะใช้เตาเพื่อจุดประสงค์ใดเป็นหลัก คุณต้องการใช้เตาเพื่อประกอบอาหารมื้อใหญ่ หรือต้องการเพียงแค่น้ำร้อนสำหรับชงกาแฟเท่านั้น หากต้องการใช้ทำอาหารมื้อใหญ่คุณก็อาจจะต้องการใช้เตาที่มีสองหัวเพื่อความ รวดเร็วในการทำกับข้าว (ซึ่งแน่นอนว่าน้ำหนักก็ต้องเพิ่มขึ้นตามหัวเตาด้วย) แต่ถ้าเพียงแค่ต้องการน้ำเดือดไว้ชงกาแฟหรือต้มมาม่า แค่เตาขนาดเล็กก็คงจะเพียงพอแล้ว

นอก จากนี้น้ำหนักของเตาก็เป็นเรื่องสำคัญอีกอย่างที่ควรจะคำนึงถึง เตาที่ขายในท้องตลาดมีหลายรูปแบบมาก บางอันอาจจะหนักเพียงไม่กี่กรัม แต่บางชนิดอาจจะหนักเป็นกิโลเลยก็ได้ เพราะฉะนั้นคุณควรจะดูด้วยว่าเตาที่ต้องการจะซื้อนั้นหนักมากน้อยเพียงใด หากคุณจะเดินทางท่องเที่ยวแบบคาร์แคมป์ น้ำหนักของเตาคงจะไม่เป็นปัญหามากนัก แต่หากคุณจะเดินเท้าเข้าป่าละก็คงจะมีปัญหาแน่ถ้าคุณใช้เตาที่หนักเกินไป แต่ข้อควรจำอีกประการหนึ่งก็คือว่าน้ำหนักของเตาที่ผู้ผลิตระบุไว้ที่ฉลาก นั้น มักจะหมายถึงเฉพาะน้ำหนักของตัวเตาเท่านั้น ไม่ได้รวมถึงน้ำหนักของกระป๋องหรือถังเชื้อเพลิงด้วย

เมื่อคุณได้ขนาดที่เหมาะสมแล้ว ในการเดินทางไปตากที่ต่าง ๆ คุณอาจจะพบว่าเตานั้นเกะกะพอสมควร ซึ่งเตาประเภทที่สามารถแยกถังเชื้อเพลิงออกจากตัวเตาได้จะง่ายต่อการ เก็บมากกว่า นอกจากนี้เตาบางรุ่นสามารถพับชิ้นส่วนต่าง ๆ ได้เมื่อใช้เสร็จ ซึ่งเตาที่ดูมีขนาดใหญ่พอพับเก็บอาจจะเล็กนิดเดียวก็ได้ ซึ่งคุณควรจะลองดูก่อนว่าเตานั้นเมื่อพับเก็บแล้วมีขนาดเท่าไหร่

3. ตรวจสอบชนิดของเชื้อเพลิงที่ใช้

เตาแต่ละชนิดจะใช้เชื้อเพลิงไม่เหมือนกัน เช่น ใช้น้ำมัน หรือแก๊ส เป็นต้น ซึ่งเชื้อเพลิงแต่ละประเภทมีข้อดีข้อเสียต่างกันออกไป ซึ่งสามารถดูรายละเอียดได้ในเรื่อง เชื้อเพลิงสำหรับเตา แต่สำหรับเตาบางรุ่นจะสามารถเลือกใช้เชื้อเพลิงได้มากกว่า 1 ชนิด โดยการเปลี่ยนวาล์วที่ใช้ต่อกับถังเชื้อเพลิง ซึ่งจะทำให้เราสะดวกในการหาเชื้อเพลิงที่จะใช้ แต่ราคาก็จะแพงขึ้นตามไปด้วย

4. ตรวจสอบการใช้งานของเตา

เตา มีหลายรูปทรง ขึ้นกับการออกแบบของผู้ผลิต แต่ละรูปทรงก็อาจจะมีลูกเล่นต่าง ๆ กัน จะใช้รูปทรงไหนก็ขึ้นกับความชอบด้วย แต่ก็จะมีข้อที่ควรพิจารณาในการทดสอบก่อนเลือกซื้อดังนี้
  • เตานั้นติดตั้งยากง่ายแค่ไหน
  • เมื่อวางภาชนะบนเตาแล้ว เตามีความสมดุลหรือไม่ เตาบางรุ่นเมื่อวางภาชนะไปแล้วไม่สมดุล ซึ่งจะดูเหมือนเตาจะล้มลงมา
  • การถอดใส่ถังเชื้อเพลิง มีความยากง่ายเพียงใด
  • มีความร้อนสม่ำเสมอหรือไม่หากใช้บนพื้นที่ไม่เรียบ เตาบางชนิดเมื่อวางอยู่บนพื้อนที่ไม่เรียบหรือเชื้อเพลิงไม่อยู่ในแนวระนาบ อาจจะมีปัญหาของไฟที่ออกมาไม่สม่ำเสมอ
  • ปุ่มปรับระดับความร้อนสามารถปรับได้ง่ายหรือไม่ บางรุ่นพอหมุนปรับระดับไปนิดเดียวไฟก็จะดับเลยก็มี
  • การดูแลรักษามีความยากง่ายเพียงใด เราสามารถดูแลรักษาเบื้องต้นได้ด้วยตนเองหรือไม่

5. ตรวจสอบอุปกรณ์เสริม

ลองดูอุปกรณ์เสริมที่มากับเตาด้วยว่าเค้าให้อะไรมาบ้าง เตาบางรุ่นก็อาจจะมีที่บังลมติดมาด้วย หรืออาจจะมีกระป๋องเชื้อเพลิงแนบมาด้วย บางรุ่นอุปกรณ์เหล่านี้ก็จะแยกขายต่างหาก ถ้าจะให้ดีควรจะมีชุดอุปกรณ์ซ่อมแซมให้มาด้วยเช่นกัน และถ้าเตาที่คุณซื้อไม่มีกล่องหรือถุงใส่มาให้ละก็ คุณควรจะหาซื้อหรือเย็บถุงสำหรับใส่เตาไว้ด้วยเพื่อป้องกันความเสียหายและ ช่วยยืดอายุการใช้งานของเตาของคุณ อุปกรณ์เสริมเหล่านี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและช่วยดูแลรักษาเตาของเราให้มี อายุการใช้งานเพิ่มขึ้นได้

6. ตรวจสอบประสิทธิภาพของเตา

เมื่อคุณมีเตาที่อยากได้อยู่ในใจแล้ว ยังมีข้อควรพิจารณาอีกอย่างคือประสิทธิภาพของเตา สิ่งที่คุณจำเป็นจะต้องเช็คก็คือ

  • ระยะเวลาที่ใช้สำหรับการต้มน้ำเดือด คือเวลาที่ใช้สำหรับการต้มน้ำ 1 ควอทหรือ 1 ลิตร ในอุณหภูมิปกติที่ระดับน้ำทะเล ซึ่งปรกติเตาในต่างประเทศมักใช้หน่วยเป็นควอท ซึ่งตัวเลขนี้จะบอกถึงความร้อนของเตาว่าร้อนเพียงใด ถ้าร้อนมากน้ำก็จะเดือดในเวลาอันรวดเร็ว
  • ระยะเวลาที่ใช้ในการเผาไหม้เชื้อเพลิงจำนวนหนึ่ง คือการเปรียบเทียบเวลาที่เตาชนิดหนึ่งใช้ในการเผาไหม้เชื้อเพลิงจำนวนหนึ่ง เช่น การเปิดเตา 10 นาทีใช้เชื้อเพลิงไปเท่าไร ซึ่งถ้าหากเปรียบเทียบกับรถก็คือการเปรียบเทียบว่าน้ำมัน 1 ลิตร สามารถวิ่งได้กี่กิโลเมตรนั่นเอง แต่อย่าลืมว่าการเปรียบเทียบจะต้องเปรียบเทียบในปริมาณที่เท่ากัน
credit http://www.mrbackpacker.com/gear/gear_31.html

อุปกรณ์เสริมสำหรับเตา

หัวเตาสองหัว (Double Burner)

เตาบางชนิดก็มีการออกแบบมาให้มีสองหัวเพื่อความสะดวกรวดเร็วใน การใช้งานมากขึ้น โดยเราสามารถทำการเลือกใช้ได้ว่าจะใช้เตาหัวใด ซึ่งแต่ละหัวอาจจะให้ความร้อนได้ไม่เท่ากัน แต่เตาแบบสองหัวนี้จะเหมาะสำหรับการท่องเที่ยวแบบค่อนข้างสบาย เช่น การขับรถเที่ยว หรือการเดินป่าระยะใกล้ที่ไม่จำเป็นจะต้องแบกอุปกรณ์เข้าไปนอนค้างในป่าด้วย เนื่องจากเตาลักษณะนี้มักจะมีขนาดใหญ่และเทอะทะกว่าเตาแบบหัวเดียว จึงไม่เหมาะนักสำหรับการเดินทางเข้าไปค้างแรมกลางป่าเพราะเรามักจะจำเป็น ต้องประหยัดเนื้อที่และน้ำหนักของสัมภาระให้มากที่สุด

เตาแบบ 2 หัว

ปุ่มกดเพื่อจุดไฟ (Push Button Ignition)

เตาบางชนิดจะจุดไฟติดได้โดยการกดปุ่มเพื่อจุดหัวเตา การจุดหัวเตาวิธีนี้ในระยะยาวอาจจะมีปัญหาอยู่บ้าง เนื่องจากหัวจุดอาจจะหลวมทำให้จุดไม่ค่อยติด หรือต้องกดหลายๆ ครั้งกว่าเตาจะติดไฟ และถ้าโดนความร้อนมากๆ ปุ่มกด (ซึ่งมักจะเป็นพลาสติก) อาจจะละลายได้ ถ้าหากคุณใช้เตาที่มีหัวจุดลักษณะนี้ เพื่อความสบายใจควรจะพกไม้ขีดหรือไฟแช็กติดตัวไปด้วยจะดีกว่า เผื่อกรณีฉุกเฉินที่ปุ่มจุดไฟอาจจะเกเรในบางครั้ง

ที่บังลม (Windscreen)

ผู้ผลิตเตาบางรุ่นอาจจะผลิตอุปกรณ์เสริมติดมากับเตาเพื่อความ สะดวกของผู้ใช้มากยิ่งขึ้น เช่น ในเตาบางรุ่นจะมีที่บังลมติดมาด้วย อาจจะเป็นตัวฝาปิดซึ่งจะต้องกางออกเวลาใช้งานและสามารถใช้ประโยชน์ในการบัง ลมได้ด้วย ซึ่งจะช่วยให้อาหารของเราร้อนเร็วขึ้นเช่นกัน แต่ข้อควรระวังคือ ถ้าหากเตาของคุณเป็นประเภทที่ใช้เชื้อเพลิงอัดกระป๋องต่อกับหัวเตาโดยตรง คุณไม่ควรจะใช้ที่บังลมด้านบนที่ทำให้ความร้อนสะท้อนกลับลงไปยังหัวเตาด้าน ล่างโดยตรง เพราะจะทำให้เชื้อเพลิงร้อนเกินไป ทำให้เกิดความเสียหายต่อหัวปั้ม และอาจจะทำให้ปุ่มกดเพื่อจุดไฟละลายได้เช่นกัน

gear_30_5.jpg
gear_30_6.jpg

กล่องใส่เตา (Shell Case)

การใช้บรรจุภัณฑ์ที่แข็งแรงในการเก็บเตาเป็นการถนอมเตาของคุณจากการ กระแทกกับสิ่งต่างๆ ในระหว่างการเดินทางได้ดี แต่ก็อย่าลืมว่ากล่องที่แข็งแรงนั้นมักจะเพิ่มน้ำหนักให้ด้วยเช่นกัน

ถุงใส่เตา

กล่องใส่เตา

ถุงใส่เตา (Stuff Sack)

การใช้ถุงที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับใส่เตาเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง สำหรับการเดินทางที่ต้องการกำจัดน้ำหนักส่วนเกินของสัมภาระให้มากที่สุด ถุงประเภทนี้จะมีน้ำหนักเบากว่ากล่องแข็งๆ มาก แต่ก่อนที่จะเก็บเตาใส่ถุงนั้น คุณควรจะรอให้เย็นเสียก่อนมิฉะนั้นอาจจะเกิดความเสียหายกับถุงใส่เตาได้

ชุดอุปกรณ์ซ่อมแซม (Repair Kit)

ชุดอุปกรณ์ซ่อมแซม
ใน เตาบางรุ่น ผู้ผลิตจะมีชุดอุปกรณ์สำหรับการซ่อมแซมเตาแนบมาให้ด้วย ซึ่งอุปกรณ์เหล่านี้ก็จะช่วยทำให้คุณซ่อมแซมเล็กๆ น้อยๆ ได้ หากเกิดปัญหาเล็กน้อยระหว่างการใช้งานกลางป่า

เตาที่ใช้เชื้อเพลิงได้หลายชนิด (Dual Fuel or Multi Fuel)

เตาบางชนิดอาจจะใช้เชื้อเพลิงได้หลายประเภท แต่ก็หมายถึงเชื้อเพลิงที่เป็นประเภทเดียวกัน เช่น เตาที่ใช้เชื้อเพลิงเหลวบางรุ่นก็อาจจะใช้เชื้อเพลิงประเภท white gas น้ำมันก๊าด หรือ gasoline ได้ ส่วนเตาที่ใช้ เชื้อเพลิงอัดกระป๋องก็อาจจะใช้เชื้อเพลิงประเภท propane หรือ isobutane ก็ได้ หากเตาของคุณใช้เชื้อเพลิงได้หลายประเภทก็จะทำให้สะดวกมากยิ่งขึ้นในการเดิน ทางไปยังพื้นที่ต่างๆ

กระป๋องเชื้อเพลิง (Fuel Bottles)

ส่วนใหญ่แล้วเตาที่เราซื้อจะไม่มีกระป๋องเชื้อเพลิงให้มาด้วย มักจะต้องซื้อแยกต่างหาก กระป๋องเชื้อเพลิงก็มีหลายแบบหลายลักษณะแตกต่างกันออกไป และอาจจะวัดความจุเป็นออนซ์หรือมิลลิลิตรแล้วแต่ประเภท ดังนั้นจึงควรจะต้องเลือกซื้อกระป๋องเชื้อเพลิงให้เหมาะสมกับประเภทของเตา ที่ใช้

credit http://www.mrbackpacker.com/gear/gear_30.html

ประสิทธิภาพของเตา

ความสามารถ (Performance)

ความสามารถของเตามักจะวัดจากเวลาที่ใช้ในการต้มน้ำเดือด โดยผู้ผลิตมักจะวัดจากมาตรฐานเดียวกันคือ ดูจากระยะเวลาที่ใช้ทำให้น้ำ 1 ลิตร เดือด โดยใช้เชื้อเพลิงที่ดีที่สุดสำหรับเตาชนิดนั้น เปิดไฟเต็มที่ และต้มน้ำในอุณหภูมิปกติที่ระดับน้ำทะเล เตาแต่ละยี่ห้อสามารถต้มน้ำให้เดือดได้ภายในเวลาสองนาทีครึ่งจนถึงสิบนาที ระยะเวลาที่ดีควรจะอยู่ระหว่าง 3 – 5 นาที เราต้องจำไว้อย่างหนึ่งว่า ความสามารถในการใช้งานของเตาจะน้อยลงตามลำดับ หากนำไปใช้ในสภาพอากาศที่หนาวเย็นหรือในความสูงที่มากกว่าปกติ

ประสิทธิภาพ (Efficiency)

ประสิทธิภาพของเตาขึ้นอยู่กับว่าเราจะสามารถใช้งานได้นานเพียง ใดหากเปิดไฟเต็มที่ บางครั้งผู้ผลิตอาจจะบอกว่าเตาของตนสามารถใช้งานได้นานติดต่อกันถึงหนึ่ง ชั่วโมง แต่นั่นอาจจะต้องใช้ถังเชื้อเพลิงขนาดใหญ่ เตาที่มีประสิทธิภาพดีควรจะสามารถใช้งานได้นานถึงสิบนาทีสำหรับเชื้อเพลิง เพียง 1 ออนซ์ (1 ออนซ์ =28.349 กรัม)

เทคนิคในการเพิ่มประสิทธิภาพให้เตา

  • ใช้ฝาปิดภาชนะทุกครั้ง เพื่อป้องกันการสูญเสียความร้อนระหว่างการประกอบอาหาร ซึ่งจะให้ร้อนเร็วขึ้น
  • ใช้ที่บังลม เพื่อป้องกันลมปะทะกับไฟ ซึ่งที่บังลมจะช่วยป้องกันการสูญเสียความร้อนได้ถึง 20% ทีเดียว
  • ทำความสะอาดเตาอย่างถูกต้อง และทำความสะอาดทุกครั้งหลังเลิกใช้งาน ซึ่งหากเตาไม่สะอาดอาจจะมีการอุดตัน ซึ่งจะทำให้ความร้อนออกมาน้อยลง

ชนิดและประเภทของเตา

เราสามารถแบ่งเตาได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ ตามลักษณะการใช้เชื้อเพลิงคือ

  1. เตาที่ใช้เชื้อเพลิงอัดกระป๋อง (Cartridge stoves)
  2. เตาที่ใช้เชื้อเพลิงเหลว (Liquid gas stoves)

เตาแบบใช้เชื้อเพลิงกระป๋อง
เตาที่ใช้เชื้อเพลิงอัดกระป๋อง (Cartridge stoves)

  • มักจะเบากว่าและไม่จำเป็นต้องดูแลรักษามากเท่ากับเตาที่ใช้เชื้อเพลิงเหลว
  • เป็นเชื้อเพลิงสะอาดที่ไม่ก่อให้เกิดมลพิษและจะทำให้อาหารเดือดกรุ่นอยู่ได้นานกว่า
    เตาประเภทนี้จะใช้เชื้อเพลิงอัดแน่น เช่น butane, isobutane และ propane ที่จะใส่เป็นกระป๋องมาอยู่แล้ว ซึ่งเชื้อเพลิงพวกนี้จะใช้ได้ไม่ค่อยดีนักในที่ที่อากาศหนาวเย็น
  • เตาที่ใช้เชื้อเพลิงกระป๋องแบบนี้ส่วนมากมักจะถูกผลิตมาในลักษณะ ที่จะสามารถเอาตัวกระป๋องเชื้อเพลิงมาเสียบกับหัวเตาได้เลย หรืออาจจะใช้ท่อเสียบต่อจากหัวกระป๋องมาที่เตาเลยก็ได้ และกระป๋องเชื้อเพลิงที่สามารถจะเสียบติดกับตัวเตาได้เลยนั้นก็มักจะมี น้ำหนักเบากว่าเชื้อเพลิงที่ต้องต่อท่อเสียบมาที่หัวเตา
  • กระป๋องเชื้อเพลิงหลายยี่ห้อจะมีฝาปิดซึ่งทำให้เราสามารถเอากลับมาใช้ต่อได้อีกหากยังไม่หมด
    เตาเชื้อเพลิงประเภทนี้อาจจะใช้ได้ไม่ค่อยดีนักในสภาพอากาศที่มีลมแรง
  • เชื้อเพลิงที่ใช้กับเตาประเภทนี้มีดังนี้
    • เชื้อเพลิงผสม ส่วนใหญ่มักจะผสมระหว่าง propane และ butane
    • บางครั้งก็จะมีการเพิ่มเชื้อเพลิง Isobutane เข้าไปเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้ดียิ่งขึ้นด้วย
    • เชื้อเพลิงประเภท Butane อาจจะให้ความร้อนได้ไม่ดีเท่าเชื้อเพลิงตัวอื่น และจะใช้ได้ไม่ค่อยดีนักในสภาพอากาศหนาวเย็น
    • เชื้อเพลิงประเภท Isobutane จะให้พลังงานความร้อนที่ค่อนข้างสม่ำเสมอ แต่จะไม่ร้อนมากเท่ากับเชื้อเพลิงผสม และมักจะใช้ได้ไม่ค่อยดีนักในสภาพอากาศหนาวเย็นเช่นกัน
  • เชื้อเพลิงมีราคาแพง เช่น แก๊สต้องซื้อมาเป็นกระป๋อง ไม่สามารถเติมได้ โดยราคาเชื้อเพลิง butane ซึ่งมีลักษณะคล้ายกระป๋องเสปรย์ปัจจุบันจำหน่ายในราคาประมาณ 3 กระป๋องร้อย

เตาน้ำมัน แบบถังเชื้อเพลิง
ติดกับตัวเตา
เตาที่ใช้เชื้อเพลิงเหลว (Liquid gas stoves)

  • เตาเชื้อเพลิงเหลวจะมีถังเก็บเชื้อเพลิงที่เราสามารถเติมได้ โดยถังเก็บเชื้อเพลิงจะมีทั้งแบบติดกับตัวเตากับแบบแยกออกมาต่างหาก เตาชนิดนี้ให้ความร้อนได้มากกว่า และใช้งานในสภาพอากาศที่หนาวเย็นหรือมีลมแรงได้ดีกว่าเตาที่ใช้เชื้อเพลิง กระป๋อง
  • อย่างไรก็ดี เตาเชื้อเพลิงเหลวนี้มักจะใช้งานได้ยากกว่า หนักกว่า และแพงกว่าเตาเชื้อเพลิงกระป๋อง
  • เตาเชื้อเพลิงเหลวมักจะสามารถใช้กับเชื้อเพลิงได้หลายประเภท ซึ่งอาจจะเป็นข้อที่ควรจะพิจารณาสำหรับผู้ที่ต้องการใช้เตาในต่างประเทศซึ่ง อาจจะมีการใช้เชื้อเพลิงแตกต่างกันออกไป
  • ในบางครั้งอาจจะจำเป็นที่จะต้องมีถังเชื้อเพลิงสำรองอีกหนึ่งถัง เผื่อการเดินทางที่ยาวนานและอาจจะไม่มีที่ให้สามารถเติมเชื้อเพลิงระหว่าง ทางได้
  • เชื้อเพลิงที่ใช้กับเตาประเภทนี้มีดังนี้
    • เบนซินขาว (White gas) เป็นเชื้อเพลิงที่ให้ความร้อนสูง มีความสะอาดและมีสารตกค้างน้อย สำหรับในบ้านเรายังหาซื้อได้ยาก
    • น้ำมันก๊าด (Kerosene) หาได้ง่ายทั่วไป แต่มักจะทำให้เกิดควันและอาจจะทำให้เกิดการอุดตันในท่อเชื้อเพลิงได้
  • เมื่อเทียบค่าใช้จ่ายต่อชั่วโมงการใช้งานแล้ว เตาที่ใช้เชื้อเพลิงเหลวจะคุ้มค่ากว่าเตาที่ใช้เชื้อเพลิงอัดแน่นแบบกระป๋อง และจะมีความคล่องตัวมากกว่าในการใช้งาน เนื่องจากเตาที่ใช้เชื้อเพลิงเหลวถูกออกแบบมาให้ใช้ได้กับเชื้อเพลิงหลาย ประเภทด้วย
credit http://www.mrbackpacker.com/gear/gear_28.html

ชนิดและประเภทของเชื้อเพลิง

เตาจำเป็นจะต้องใช้เชื้อเพลิงเพื่อก่อให้เกิดพลังงานความร้อนขึ้น ซึงเชื้อเพลิงที่ใช้กับเตาแก๊สมีหลายชนิดซึ่งมีข้อดีและข้อเสียต่างกันออกไป โดยสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ
  1. เชื้อเพลิงเหลว (Liquid fuels )
  2. เชื้อเพลิงอัดกระป๋อง (Compressed gas fuels)

เชื้อเพลิงเหลว (Liquid fuels เช่น white gas, kerosene, unleaded gas)

เชื้อ เพลิงเหลวสามารถแบ่งได้หลายชนิด เช่น แอลกอฮอล์, เชื้อเพลิงรถยนต์, น้ำมันก๊าด เป็นต้น ซึ่งมีรายละเอียดและข้อดีข้อเสียดังนี้
  • ข้อดี - เชื้อเพลิงเหลวหาได้ง่ายกว่าและถูกกว่าเชื้อเพลิงแบบอัดแน่น และยังสามารถถ่ายจากภาชนะหนึ่งไปยังภาชนะอื่นได้ด้วย
  • ข้อเสีย – เชื้อเพลิงบางประเภทอาจจะมีการระเหยตัวได้ง่ายก่อนที่จะได้นำมาใช้ด้วยซ้ำ ซึ่งอาจจะทำให้ในบางสถานการณ์เชื้อเพลิงเหลวประเภทนี้ไม่ค่อยจะมี ประสิทธิภาพมากนัก

แอลกอฮอล์ (Alcohol)

แอลกอฮอล์เป็นเชื้อเพลิงที่ปลอดภัย เผาไหม้ได้อย่างต่อเนื่องและสะอาด แต่มีเตาเพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้นที่ใช้แอลกอฮอล์เป็นเชื้อเพลิงได้ นอกจากนี้ แอลกอฮอล์ยังเผาไหม้ให้เกิดเปลวไฟที่ค่อนข้างเย็น จึงไม่ค่อยเหมาะสำหรับการทำอาหาร และเมื่อแอลกอฮอล์มีการเผาไหม้นั้น มักจะไม่ค่อยเห็นเปลวไฟอย่างชัดเจนซึ่งอาจจะเป็นการเสี่ยงสำหรับอุบัติเหตุ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้

เชื้อเพลิงรถยนต์ (Gasoline or Automobile Gas)

เชื้อเพลิงรถยนต์ไม่ค่อยจะเหมาะนักสำหรับการนำมาเติมเตาเพื่อ ทำอาหาร เนื่องจากเชื้อเพลิงที่มีค่าออกเทนต่ำเมื่อเผาไหม้แล้วจะทำให้เกิดเขม่า ควัน กลิ่นที่เป็นพิษ และอุดตันท่อเชื้อเพลิงมากกว่า white gas ส่วนเชื้อเพลิงที่มีค่าออกเทนสูงมักจะมีการใส่ส่วนผสมหลายๆ อย่างเข้าไปซึ่งจะทำให้การเผาไหม้เป็นไปได้ไม่ดี ดังนั้นจึงไม่ควรที่จะนำเชื้อเพลิงรถยนต์มาใช้กับเตาประกอบอาหาร ถ้าจำเป็นจะต้องใช้เชื้อเพลิงชนิดนี้ในการทำอาหารจริงๆ ให้เลือกใช้ที่มีค่าออกเทนต่ำๆ เช่น 84 – 86 และต้องเป็นแบบไร้สารตะกั่วด้วย และควรจะทำอาหารโดยมีการปิดฝาหม้อไว้ด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้เขม่าพิษต่างๆ เข้าไปในอาหาร

น้ำมันก๊าด (Kerosene)

น้ำมันก๊าดเป็นเชื้อเพลิงที่ใช้กันมาอย่างแพร่หลายและยาวนาน มากสำหรับเตาประกอบอาหาร น้ำมันก๊าดสามารถให้พลังงานความร้อนที่มากได้ในแทบจะทุกสภาพอากาศ แต่น้ำมันก๊าดก็คล้ายกับน้ำมันเชื้อเพลิงรถยนต์ ที่จะทำให้เกิดกลิ่นที่เป็นพิษและเกิดเขม่ามาก และเขม่าจำนวนมากเหล่านี้จะทำให้เกิดการอุดตันในหัวเตาได้ง่ายและเร็วมาก ขึ้น นอกจากนี้ เตาที่จะใช้ควรจะมีปั้มความดันสำหรับเก็บเชื้อเพลิงไว้ด้วยเนื่องจากน้ำมัน ก๊าดเป็นเชื้อเพลิงเหลว อย่างไรก็ดี น้ำมันก๊าดเป็นตัวเลือกที่น่าจะเลือกใช้เมื่อไม่มีเชื้อเพลิงชนิดอื่นจริงๆ

เบนซินขาว (White Gas)

เชื้อเพลิงประเภทนี้จะให้เปลวไฟที่ร้อนและสะอาด และดีกว่าเชื้อเพลิงชนิดอื่นเนื่องจาก เบนซิจขาวจะใช้ได้กับสภาพอากาศและอุณหภูมิแทบทุกรูปแบบ และเนื่องจากมันเป็นเชื้อเพลิงเหลว ตัวเตาควรจะต้องมีปั้มความดันสำหรับเก็บเชื้อเพลิงไว้ด้วยเช่นเดียวกับ น้ำมันก๊าด เบนซินขาวเป็นแหล่งเชื้อเพลิงที่ดีที่สุดที่จะใช้กับเตา สำหรับเกือบทุกสภาพอากาศและความสูง

เชื้อเพลิงอัดกระป๋อง (Compressed gas fuels)

  • ข้อดี – พร้อมใช้งานได้ทันทีจากตัวกระป๋อง เป็นเชื้อเพลิงที่สะอาดกว่า และใช้ได้ง่ายกว่าเชื้อเพลิงเหลว และยังให้พลังงานความร้อนที่คงที่ต่อเนื่องอยู่ได้นานกว่าอีกด้วย
  • ข้อเสีย – ราคาแพงกว่าเชื้อเพลิงเหลว และเชื้อเพลิงอัดแน่นประเภทนี้จะต้องบรรจุในกระป๋องเฉพาะของมันซึ่งอาจจะทำ ให้เปลืองเนื้อที่ นอกจากนี้ยังไม่สามารถเติมเชื้อเพลิงลงในกระป๋องที่หมดแล้วได้อีกด้วย และในบางพื้นที่เราก็ไม่สามารถจะหาซื้อเชื้อเพลิงกระป๋องได้เช่นกัน

เชื้อเพลิงผสม (Blended Fuel)

ส่วนมากแล้วจะเป็นการผสมระหว่าง propane กับ butane และ/หรือ isobutane เมื่อเชื้อเพลิงมีส่วนผสมของ isobutane มันจะเผาไหม้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมาก ถึงแม้ว่าความกดภายในกระป๋องจะลดลงแล้วก็ตาม เชื้อเพลิงผสมจะใช้งานได้ดีกว่าถ้าเราใช้เชื้อเพลิงประเภท butane หรือ isobutane เดี่ยวๆ แต่อย่างไรก็ดี เชื้อเพลิงผสมก็มีข้อเสียตรงที่ไม่สามารถจะใช้งานได้ในสภาพอุณหภูมิที่ต่ำ เกินไป ซึ่งไม่ควรจะต่ำกว่า 30 องศาฟาเรนไฮต์ เชื้อเพลิงผสมมักจะใส่มาในกระป๋องที่สามารถทิ้งได้หลังใช้งานหมดแล้ว เชื้อเพลิงผสมมักจะเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับการเดินทางท่องเที่ยวในสภาพอากาศ ที่หลากหลาย แต่คงไม่ค่อยเหมาะนักสำหรับพื้นที่สูงในสภาพอากาศที่หนาวเย็น

บิวเทน (Butane)

เชื้อเพลิงชนิดนี้เป็นที่นิยมกับแพร่หลายมากในยุโรป บรรจุอยู่ในกระป๋องซึ่งสามารถจะทิ้งได้เมื่อใช้หมดแล้ว butane บริสุทธิ์จะมีประสิทธิภาพดีมากในการเผาไหม้ แต่ก็จะไม่สามารถใช้ได้ในอากาศที่หนาวเกินไปหรือต่ำกว่า 50 องศาฟาเรนไฮต์ แต่อย่างไรก็ดี butane บริสุทธิ์ก็ให้ความร้อนได้ไม่ดีเท่ากับเชื้อเพลิงผสม

ไอโซบิวเทน (Isobutane)

เชื้อเพลิงประเภทนี้เป็นตระกูลเดียวกับ butane มักจะใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับอุตสาหกรรมการบิน และจะเผาไหม้ได้ดีกว่า butane เชื้อเพลิงชนิดนี้จะใช้ในสภาพอากาศที่หนาวเย็นกว่า butane ได้เล็กน้อย หรือที่อุณหภูมิไม่ต่ำกว่า 40 องศาฟาเรนไฮต์ isobutene จะบรรจุอยู่ในกระป๋องที่สามารถทิ้งได้หากใช้หมด และนับว่าเป็นเชื้อเพลิงที่เหมาะสำหรับการใช้งานในหลายสภาพอากาศได้เช่นกัน

โพรเพน (Propane)

Propane เป็นก๊าซบริสุทธิ์ที่ให้พลังงานความร้อนที่คงที่อย่างต่อเนื่อง และเผาไหม้ได้อย่างสะอาดและมีประสิทธิภาพ ใช้งานได้ดีปานกลางในสภาพอากาศหนาวเย็น และบรรจุอยู่ในกระป๋องที่สามารถทิ้งได้ เชื้อเพลิงชนิดนี้เหมาะสำหรับการใช้งานในหลายๆ สภาพอากาศ แต่ไม่ค่อยเหมาะนักสำหรับพื้นที่สูงที่มีอากาศหนาวเย็น

credit http://www.mrbackpacker.com/gear/gear_26.html