ส่วนประกอบของเตา

หน้าแรก > อุปกรณ์แค้มปิ้งค์ > เตาแก๊ซ > ส่วนประกอบของเตา
ส่งหน้านี้ให้เพื่อน
พิมพ์ พิมพ์หน้านี้
บุ๊คมาร์คหน้านี้

เตาแก๊ซ

ส่วนประกอบของเตา

เรื่องโดย หญิงเหล็ก , มกราคม 2003

เตาประกอบด้วยส่วนต่าง ๆ หลายส่วน เราลองมาทำความรู้จักกันชิ้นส่วนต่าง ๆ ของเตากันดู

1. หัวเตา (Burner) - เป็นส่วนที่ให้ความร้อน

2. ขาวางเครื่องครัว (Pan,Pots Support) - ใช้สำหรับวางเครื่องครัว เช่น หม้อ กระทะ เพื่อให้ความสมดุล

3. ที่บังลม (Windshield, Windscreen) - ป้องกันลมที่จะมาปะทะกับไฟ ซึ่งจะช่วยให้ไฟไม่เกิดการสูญเสียความร้อนจากลม

4. ปุ่มปรับระดับไฟ (Control Knob, Flame Adjustment) - ใช้ปรับระดับความแรงของไฟ

5. ถังเชื้อเพลิง (Gas Cartridge, Fuel Bottle) - บรรจุเชื้อเพลิงที่ใช้กับเตา

credit http://www.mrbackpacker.com/gear/gear_27.html

เตาสำหรับเดินป่า

ในสมัยก่อน เราอาจจะต้องแบกเตาหนักๆ และถังน้ำมันก๊าดถังใหญ่เข้าไปด้วย เพื่อที่จะหุงหาอาหารกันกลางป่า หรือบางคนอาจจะไม่พึ่งเตาใดๆ แต่อาศัยการไปหาฟืนและก่อไฟเอาข้างหน้า แต่อย่างไรก็ดี ในระยะหลังการก่อไฟลักษณะนี้ได้ถูกห้ามมากขึ้น ทั้งเรื่องความปลอดภัยและเรื่องความห่วงใยในทรัพยากรธรรมชาติที่ร่อยหลอลง ทุกที ทุกวันนี้หลายคนจึงหันมาใช้เตาในการเดินป่ามากขึ้น โดยผู้ผลิตหลายๆ รายได้ผลิตเตาที่มีลักษณะกะทัดรัด น้ำหนักเบา และไม่เปลืองพลังงานมากนัก ทำให้การปรุงอาหารกลางป่าเป็นเรื่องง่ายและสะดวกมากยิ่งขึ้น

และเราจะใช้เตาได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงใดนั้น ปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งที่ในส่วนอย่างมากก็คือเชื้อเพลิงที่เราเลือกใช้ นั่นเอง ในปัจจุบัน ได้มีการผลิตเชื้อเพลิงออกมาหลายประเภท สำหรับเตาแต่ละชนิด และบางครั้งเตาบางชนิดก็สามารถที่จะใช้กับเชื้อเพลิงได้หลายประเภทด้วยเช่น กัน

มาตรฐาน ในการเปรียบเทียบประสิทธิภาพของเตาที่ใช้กันอย่างแพร่หลายมีอยู่สองวิธี คือ การวัดโดยใช้หน่วยเป็น บีทียู (BTU, British Thermal Units) ยิ่งมี บีทียู มาก เตาก็จะยิ่งร้อนมาก โดนปกติแล้วเตาที่เราใช้ในบ้านจะมีค่าความร้อนประมาณ 25,000 – 30,000 บีทียู อีกวิธีหนึ่งที่จะใช้ในการตัดสินใจเลือกซื้อเตาก็คือการดูเวลาที่ใช้ในการทำ ให้น้ำเดือด ผู้ผลิตส่วนใหญ่จะเขียนบอกเอาไว้ด้วยว่าเตาของตนจะใช้เวลานานแค่ไหนที่จะทำ ให้น้ำเดือดได้ ยิ่งใช้เวลาน้อยก็ยิ่งดี

นอกจากนี้ ขนาดของเตาก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งในการเลือกซื้อ เพราะมีเตาหลายประเภทที่ถูกผลิตออกมาสำหรับการเดินทางท่องเที่ยว เราควรจะต้องดูความต้องการของเราด้วยว่าจะใช้เตาเพื่อการเดินป่าที่ทรหดหรือ การท่องเที่ยวแบบคาร์แคมป์ เพราะเตาที่ขนาดใหญ่เกินไปก็คงไม่เหมาะสำหรับการแบกเข้าป่าที่ต้องเดินไกลๆ แน่นอน

credit http://www.mrbackpacker.com/gear/gear_25.html

การเลือกซื้อไฟฉาย

ไม่ว่าจะยังไงก็แล้วแต่ เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณเองแล้ว คุณควรจะมีไฟฉายติดตัวไปทุกครั้งที่คิดจะเข้าป่า เพราะไม่ช้าก็เร็วคุณจะต้องรู้สึกดีใจที่มีไฟฉายติดตัวมาด้วยแน่ๆ เราลองมาดูกันว่าเวลาจะหาซื้อไฟฉายสักอันควรจะพิจารณาอะไรกันบ้าง

ขั้นที่ 1: พิจารณาประเภทของไฟฉายแต่ละชนิด

ปกติแล้วนักเดินป่าส่วนมากมักจะพกไฟฉายขนาดเล็กแบบพกพาติดตัว ไม่ว่าจะเป็นไฟฉายมือถือ หรือไฟฉายติดศีรษะ แต่หากมีการเดินทางกันเป็นหมู่คณะหรือกลุ่มใหญ่ๆ แล้ว บางครั้งอาจจะมีการนำตะเกียงหรือไฟที่ใช้สำหรับให้ความสว่างในบริเวณกว้างไป ด้วย เพื่อความสะดวกสบายในการทำกิจกรรมต่างๆ

  • ไฟฉายแบบพกพา (Personal flashlights) – หมายถึงไฟฉายขนาดเล็กที่ใช้แบตเตอรี่หรือถ่านไฟฉายเป็นแหล่งกำเนิดไฟ เป็นไฟฉายที่เป็นที่นิยมกันมากที่สุดเนื่องจากมีขนาดเล็ก น้ำหนักเบา และง่ายต่อการใช้งาน และยังสามารถจะกำหนดทิศทางของไฟที่เราต้องการได้ด้วยว่าจะส่องไฟไปทางใด
  • ไฟฉายติดศีรษะ (Headlamps) – มีคุณสมบัติคล้ายคลึงกับไฟฉายแบบพกพา แต่จะมีข้อดีเหนือกว่าตรงที่ว่าสามารถทำให้เราใช้มือทั้งสองข้างได้โดยไม่ ต้องใช้มือข้างใดข้างหนึ่งไปถือไฟฉายเอาไว้ จะสะดวกมากเวลาเราต้องการตั้งเต็นท์ ทำกับข้าว หรือทำกิจกรรมอย่างอื่นที่ต้องใช้มือทั้งสองข้างพร้อมกัน


  • ตะเกียง (Candle lanterns) – จะให้แสงสว่างที่คงที่ และมักจะมีราคาไม่แพงมากนัก เหมาะสำหรับการใช้งานในเวลาที่ต้องการจะอ่านหนังสือ หรือรับประทานอาหารเย็นร่วมกัน หรือกิจกรรมอื่นๆ ที่ไม่ต้องการแสงที่สว่างมากนัก แต่ต้องการแสงในช่วงเวลานานๆ และยังประหยัดแบตเตอรี่อีกด้วย
  • ตะเกียงหรือไฟสำหรับส่องบริเวณ (Lanterns/area lights) – เหมาะสำหรับเวลาที่ต้องการแสงสว่างในบริเวณกว้าง ใช้ในการเดินทางที่มีระยะเวลาค่อนข้างยาวนาน และมีสมาชิกจำนวนมาก แต่ตะเกียงหรือไฟส่องบริเวณนี้จะมีน้ำหนักมากกว่าไฟฉายหรือตะเกียงชนิดอื่นๆ และต้องใช้ก๊าซหรือเชื้อเพลิงเหลวเป็นแหล่งเชื้อเพลิงแทนแบตเตอรี่ ซึ่งอาจจะยากต่อการติดตั้ง

ขั้นที่ 2: พิจารณาประเภทของแหล่งพลังงานที่จะใช้

เราจำเป็นจะต้องพิจารณาถึงแหล่งพลังงานที่จะใช้กับไฟฉายหรือ ตะเกียงของเราด้วย เนื่องจากเราจำเป็นจะต้องรู้ด้วยว่าแบตเตอรี่หรือเชื้อเพลิงที่จะใช้นั้นมี น้ำหนักมากเพียงใด ใช้ได้นานแค่ไหน และใช้ง่ายหรือยาก เพราะมันหมายถึงว่าน้ำหนักของเชื้อเพลิงจะกลายเป็นภาระหนักสำหรับเราเพิ่ม ขึ้นอีกด้วยเช่นกัน

  • ถ่านไฟฉาย (Batteries) – เป็นตัวเลือกที่สะดวกสบาย หาง่าย และราคาไม่แพง แต่มันก็อาจจะมีน้ำหนักมากได้หากเราต้องเดินทางในระยะเวลานานๆ และต้องเตรียมถ่านไฟฉายไปจำนวนมากๆ แต่อย่าลืมว่าไม่ว่าเราจะเอาเข้าไปเท่าใด เมื่อใช้หมดแล้วเราควรจะต้องเอาติดตัวกลับออกมาทิ้งให้ถูกต้องข้างนอกด้วย ทุกครั้ง
  • อัลคาไลน์ (Alkaline) – ราคาถูก ใช้ได้นาน และเวลาแบตเตอรี่ใกล้จะหมดมันจะค่อยๆ หรี่ลงทีละนิดๆ ทำให้เรารู้ได้ว่าใกล้เวลาที่แบตเตอรี่จะหมดแล้ว แต่ข้อเสียคืออัลคาไลน์ไม่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการใช้งานในบริเวณที่อากาศ หนาวเย็น
  • ลิเธียม (Lithium) – มีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่าอัลคาไลน์ น้ำหนักเบากว่า และสามารถใช้ในสภาพอากาศหนาวเย็นถึงขนาดติดลบได้โดยแทบจะไม่มีปัญหาเรื่อง ประสิทธิภาพลดลงเลย แต่ลิเธียมก็มีราคาแพงกว่าอัลคาไลน์พอสมควร และเมื่อใช้จนแบตเตอรี่หมดแล้วมันก็จะดับทันทีโดยไม่มีการเตือนล่วงหน้าเลย


  • นิกเกิลแคดเมียม (Nickel-cadmium) – ราคาอาจจะดูแพงหากซื้อในครั้งแรก แต่ในระยะยาวแล้วจะคุ้มกว่ามาก เพราะสามารถรีชาร์จใหม่ได้หลายครั้งมาก บางก้อนอาจจะรีชาร์จใหม่ได้นับ 1,000 ครั้ง แต่ในการชาร์จแต่ละครั้งก็ไม่สามารถจะใช้งานได้นานเท่าอัลคาไลน์หนึ่งก้อน และบางครั้งประสิทธิภาพอาจจะลดหย่อนไปบ้างในการชาร์จแต่ละครั้ง ปัจจุบันมีเครื่องชาร์จพลังแสงอาทิตย์ที่มีขนาดเล็กและน้ำหนักเบาจำหน่าย แล้ว ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการนำติดตัวไปเที่ยวด้วย
  • เทียนไข (Candles) – มีน้ำหนักเบา ราคาถูก และใช้ได้นานจนกว่าจะหมด (ไม่มีวันหมดอายุ!) แต่แทบจะให้ความอบอุ่นไม่ได้เลย และอาจจะไม่สว่างเท่ากับแหล่งพลังงานอื่นๆ และยังอาจจะก่อให้เกิดอันตรายหรือไฟไหม้ได้หากใช้ไม่ระวัง
  • เชื้อเพลิงเหลว / ก๊าซกระป๋อง (Liquid fuel, compressed gas) – ตะเกียงหรือไฟส่องบริเวณบางชนิดสามารถจะใช้เชื้อเพลิงหรือก๊าซชนิดเดียวกับ ที่ใช้สำหรับการหุงหาอาหารได้ ซึ่งเป็นเรื่องสะดวกมากเพราะเราสามารถหาเราต้องใช้เชื้อเพลิงดังกล่าวอยู่ แล้ว แต่ในบางครั้ง ก็จำเป็นจะต้องเอาเชื้อเพลิงไปเพิ่มมากขึ้นจากเดิมเพราะต้องใช้ทั้งทำอาหาร และให้ความสว่าง หรือหากเราเอาไปไม่พอก็อาจจะไม่มีไฟใช้เมื่อทำอาหารอยู่ก็เป็นได้

ขั้นที่ 3: พิจารณาลักษณะการใช้งาน

ก่อนอื่นเราควรจะคิดและพิจารณาความต้องการของเราเองก่อนว่าเราต้องการไฟฉายไปเพื่อทำอะไร โดยการตอบคำถามดังต่อไปนี้

  • คุณต้องการไฟที่น้ำหนักเบาและพกพาสะดวกหรือไม่
  • คุณต้องการไฟที่สามารถปรับระดับความสว่างได้ด้วยหรือไม่
  • คุณต้องการไฟที่สามารถเปิด-ปิดได้ง่ายๆ หรือไม่
  • คุณต้องการไฟที่สามารถจะส่องโฟกัสไปที่จุดใดจุดหนึ่งได้หรือไม่
  • คุณต้องการไฟที่สามารถจะแขวนไว้สูงๆ เพื่อให้ความสว่างรอบบริเวณได้หรือไม่
  • คุณต้องการไฟที่สามารถจะถือหรือสวมใส่ได้เวลาทำงานต่างๆ โดยสามารถใช้สองมือได้อย่างอิสระหรือไม่

เมื่อตอบคำถามต่างๆ เหล่านี้ได้แล้ว คุณจึงจะรู้ได้ว่าไฟฉายหรือตะเกียงชนิดใดเหมาะกับความต้องการของคุณ

credit http://www.mrbackpacker.com/gear/gear_40.html

แบตเตอรี่

ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ถ่านไฟฉายแบบอัลคาไลน์ที่ใช้แล้วทิ้งนั้นเป็นที่นิยมกันมากในหมู่นักเดินป่า ทั้งหลาย แต่ในระยะหลังนี้ถ่านไฟฉายอีกประเภทหนึ่งที่ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นคือ ถ่านลิเธียม ซึ่งมีน้ำหนักเบา ให้พลังงานสูง ใช้ได้ดีในที่อากาศเย็นและสามารถเก็บไว้ได้นาน นอกจากนี้ ในปัจจุบันผู้ผลิตยังได้ผลิตถ่านลิเธียมในขนาด AA ออกมาอีกด้วย แต่อย่างไรก็ดี ตลาดถ่านไฟฉายในปัจจุบันไม่ได้แข่งที่ประเภทถ่านอัลคาไลน์หรือลิเธียมเพียง อย่างเดียว แต่จะเป็นการแข่งขันกันระหว่างถ่านไฟฉายแบบที่ใช้แล้วทิ้ง (Throwaways) กับแบบที่สามารถประจุไฟเข้าไปใหม่ได้ (Rechargeables) หรือที่เรียกกันว่าถ่านแบบรีชาร์จ

ถ่านไฟฉายในตลาดปัจจุบันที่ใช้กันในการเดินป่า สามารถแบ่งออกได้เป็นประเภทต่างๆ ดังนี้

ถ่านคาร์บอนเคลือบสังกะสี (Carbon-zinc cells)

ถ่านไฟฉายทั่วๆ ไปจะมีหลักการทำงานคร่าวๆ คือ ใช้คาร์บอนเป็นขั้วบวก หุ้มด้วยแอมโมเนียมคลอไรด์ และเคลือบด้านนอกด้วยสังกะสีซึ่งเป็นขั้วลบ เมื่อมีปฏิกิริยาทางเคมีเกิดขึ้นจะให้อิเล็กตรอนออกมา และเปลี่ยนพลังงานเคมีเป็นพลังงานไฟฟ้าได้โดยตรง แต่ถ้าปฏิกิริยาเคมีดังกล่าวเกิดการย้อนกลับก็จะทำให้เราสามารถประจุไฟเข้า ไปในแบตเตอรี่ใหม่ได้หรือที่เรียกว่าการรีชาร์จนั่นเอง แต่ถ่านคาร์บอนเคลือบสังกะสีในประเภทนี้เป็นถ่านไฟฉายรุ่นแรกๆ ที่ไม่สามารถจะรีชาร์จได้ และในปัจจุบันก็ได้มีถ่านประเภทอื่นๆ ออกมาแทนที่จำนวนมาก

Zinc Carbon

Alkaline

ถ่านอัลคาไลน์แบบใช้แล้วทิ้ง (Disposable alkaline cells)

ถ่านอัลคาไลน์ที่ใช้แล้วทิ้งได้เริ่มมีใช้ครั้งแรกในปี ค.ศ. 1958 (พ.ศ. 2501) ซึ่งเมื่อแรกเริ่มนั้นเป็นที่นิยมกันมากเพราะสามารถให้พลังงานได้มากกว่า ถ่านไฟฉายแบบเก่า แต่ในระยะหลังเริ่มมีคนตระหนักกันถึงปัญหาทางด้านสิ่งแวดล้อมที่เนื่องมาจาก การใช้ถ่านอัลคาไลน์แบบใช้แล้วทิ้งกันมากขึ้น เนื่องจากไฟฉายประเภทนี้มีสารปรอทเป็นส่วนประกอบและเนื่องจากปริมาณการใช้ งานที่นิยมกันมากจนทำให้เกิดปัญหาขยะมีพิษเพิ่มมากขึ้นทั่วโลก ดังนั้นผู้ผลิตจึงได้พยายามมากขึ้นที่จะพัฒนาถ่านอัลคาไลน์ให้ไม่เป็น อันตรายต่อสภาพแวดล้อม ในช่วงปลายทศวรรษที่ 1980 ได้มีผู้ผลิตถ่านอัลคาไลน์แบบที่มีสารปรอทต่ำลงออกมา และในปี 1990 ก็ได้มีถ่านอัลคาไลน์แบบปลอดสารปรอทเกิดขึ้น (เช่นถ่านดูราเซลล์ และอีเนอร์ไจเซอร์ ที่นิยมกันในปัจจุบันนั่นเอง) แต่ถึงอย่างไรก็ตาม การที่มีปริมาณการใช้งานถ่านอัลคาไลน์จำนวนมากในปัจจุบันก็ยังก่อให้เกิด ปัญหาเรื่องขยะพิษไปทั่วโลกอยู่ดี ยกตัวอย่างเช่น เฉพาะในประเทศอเมริกามีการทิ้งถ่านอัลคาไลน์จำนวนถึง 2 พันล้านก้อนต่อปี ข้อเสียที่สำคัญของถ่านอัลคาไลน์แบบใช้แล้วทิ้งนี้ก็คือจะมีประสิทธิภาพลดลง อย่างมากในสภาพอากาศที่หนาวเย็น

ถ่านอัลคาไลน์รีชาร์จ (Rechargeable alkaline)

ถ่านอัลคาไลน์รีชาร์จเริ่มมีใช้เมื่อ ค.ศ. 1993 ให้พลังงาน 1.5 โวลต์เท่ากับถ่านอัลคาไลน์แบบใช้แล้วทิ้ง แต่เมื่อมีการชาร์จใหม่เรื่อยๆ ประสิทธิภาพของถ่านจะลดลงตามจำนวนการชาร์จในแต่ละครั้ง ถึงแม้จะมีการดูแลรักษาและชาร์จอย่างดีก็ตาม เมื่อชาร์จไปประมาณสิบครั้งประสิทธิภาพจะลดลงเหลือประมาณ 60% และเมื่อชาร์จไปสามสิบครั้งประสิทธิภาพจะลดลงเหลือเพียง 40% และลดลงไปเรื่อยๆ ดังนั้น เมื่อเปรียบเทียบระหว่างถ่านอัลคาไลน์รีชาร์จกับถ่านนิแคดจึงเห็นได้ชัดว่า ถ่านนิแคดมีอายุการใช้งานนานกว่ากันมาก นอกจากนี้ เพื่อให้ถ่านอัลคาไลน์รีชาร์จมีอายุการใช้งานยาวนานที่สุด เราควรจะต้องรีชาร์จถ่านอย่างสม่ำเสมอและอย่าปล่อยให้แบตเตอรี่หมดเกลี้ยง และจำเป็นจะต้องใช้เครื่องชาร์จเฉพาะด้วย

บริษัทเยอรมนีบริษัทหนึ่งได้ผลิตถ่านอัลคาไลน์รีชาร์จยี่ห้อ Accucell ขึ้น โดยความสามารถมากขึ้น ซึ่งมีข้อดีที่สำคัญกว่าถ่านอัลคาไลน์รีชาร์จสมัยก่อนคือสามารถรีชาร์จได้ นับร้อยครั้งโดยที่ประสิทธิภาพไม่ตกลงไปมากนัก ทำให้มีคนหันมาให้ความสนใจและเป็นที่นิยมมากขึ้น

ถ่านลิเธียม (Lithium cells)

ได้มีการเริ่มใช้ถ่านลิเธียมครั้งแรกกับไฟฉายติดศีรษะที่ใช้ใน วงการอุตสาหกรรม ซึ่งในขณะนั้นมีราคาแพงมากถึง 20 เหรียญสหรัฐ แต่มีอายุการใช้งานยาวนานมากและยังสามารถใช้งานในสภาพอากาศที่หนาวเย็นมากๆ ได้อีกด้วย แต่เนื่องจากมันมีสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์เป็นส่วนประกอบ จึงถูกห้ามนำขึ้นเครื่องบินไม่ว่าจะติดตัวขึ้นไปหรือใส่ในกระเป๋าเดินทางที่ โหลดไว้ใต้เครื่อง ดังนั้น บริษัทผู้ผลิตจึงได้พัฒนาถ่านลิเธียมประเภทนี้ออกมากลายเป็นลิเธียมธิโอนีล คลอไรด์ซึ่งใช้ได้ดีกับอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ใช้พลังงานต่ำ เช่น หลอด LED (Light-emitting diode) สามารถนำขึ้นเครื่องบินได้ มีการผลิตออกมาในขนาด AA และยังมีราคาที่ถูกลงอีกด้วย (ประมาณ 9 – 11 เหรียญสหรัฐ) เมื่อเทียบกับว่าถ่านก้อนหนึ่งสามารถใช้ได้นานหลายเดือน

เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัทเอเวอร์เรดี้ อีเนอร์ไจเซอร์ ได้ผลิตถ่านไฟฉายแบบลิเธียมไอร์ออนไดซัลไฟด์ (Lithium-iron disulfide) ในขนาด 1.5 โวลต์ AA ออกมาสำหรับใช้กับกล้องถ่ายรูปแบบอัตโนมัติ ข้อดีของถ่านชนิดนี้คือมีน้ำหนักเบากว่าถ่านอัลคาไลน์ถึง 60% และสามารถเก็บเอาไว้ได้นานถึงสิบปี แต่อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญได้กล่าวว่าถ่านลิเธียมแบบนี้เมื่อเกิดปฏิกิริยาทางเคมีภายใน แล้วจะทำให้ประสิทธิภาพของตัวถ่านลดลงเมื่อใช้กับอุปกรณ์ที่ใช้พลังงานต่ำ เช่น ไฟฉาย นอกจากนี้ ข้อเสียอีกประการหนึ่งคือ ในการผลิตถ่านลิเธียมแบบนี้นั้นจำเป็นต้องใช้พลังงานในการผลิตถ่านหนึ่งก้อน มากกว่าที่ตัวถ่านไฟฉายเองสามารถจะให้พลังงานได้ โดยใช้พลังงานในการผลิตมากกว่าถึง 50 เท่า ซึ่งความจริงที่น่าเศร้าอีกอย่างก็คือถ่านแบบนี้ไม่สามารถจะรีชาร์จใหม่ได้ ด้วย

Ni-MH

Lithium

ถ่านนิกเกิลแคดเมียมหรือนิแคด (Nickel-cadmium cells, Nicads)

ถ่านนิแคดเป็นถ่านที่สามารถรีชาร์จได้ เริ่มมีใช้ครั้งแรกในช่วงทศวรรษ 1950 และสามารถจะรีชาร์จใหม่ได้นับร้อยครั้ง แต่ในสมัยนั้น นักเดินป่าส่วนใหญ่จะไม่นิยมใช้ถ่านนิแคดเนื่องจากปัญหาสำคัญเกี่ยวกับการ ชาร์จแบตเตอรี่ นั่นคือเราจำเป็นจะต้องใช้แบตเตอรี่ให้หมดเกลี้ยงก่อนถึงจะชาร์จใหม่ได้ มิฉะนั้นจะทำให้เกิดเมโมรี่เอ็ฟเฟ็กต์ (Memory Effect) ซึ่งหมายถึงการชาร์จแบตเตอรี่ได้เพียงบางส่วน ไม่สามารถชาร์จได้เต็มที่ ซึ่งเกิดจากการชาร์จแบตเตอรี่ในขณะที่แบตเตอรี่เดิมยังไม่หมดดี ทำให้การชาร์จครั้งต่อไปจะใช้เวลาสั้นลงเนื่องจากแบตเตอรี่จะเก็บความจำใน การชาร์จที่สั้นที่สุดเอาไว้ และทำให้ประสิทธิภาพของแบตเตอรี่ลดน้อยลง หรือหากเราชาร์จทิ้งเอาไว้นานเกินไปก็จะทำให้แบตเตอรี่ร้อนมากและเสียหายได้ อีกเช่นกัน ถ่านนิแคดยังให้พลังงานเพียง 1.2 โวลต์ซึ่งน้อยกว่าถ่านอัลคาไลน์ที่ให้พลังงาน 1.5 โวลต์อีกด้วย และนอกจากนี้สารแคดเมียมยังเป็นสารพิษที่อันตรายมากอีกด้วย

อย่างไรก็ดี ในปัจจุบันได้มีการพัฒนาถ่านนิแคดให้มีคุณภาพดีขึ้นมาก สามารถรีชาร์จได้ง่ายขึ้น และยังมีองค์กรหรือสมาคม (ในต่างประเทศ) ที่คอยรับเก็บถ่านนิแคดที่ใช้แล้วเพื่อเอาไปรีไซเคิลและนำกลับมาใช้ใหม่ได้ ซึ่งไม่ทำให้เกิดปัญหากับสภาพแวดล้อมอีกด้วย

ถ่านนิกเกิลเมทัลไฮไดรด์ (Nickel-metal hydride, NiMH)

ถ่าน NiMH นี้มีประสิทธิภาพอยู่ตรงกลางระหว่างถ่านนิแคดและถ่านอัลคาไลน์รีชาร์จ ถ่าน NiMH ให้พลังงาน 1.2 โวลต์เหมือนถ่านนิแคดและสามารถชาร์จใหม่ได้หลายร้อยครั้งเช่นกัน แต่การชาร์จถ่าน NiMH จะไม่เกิดเมโมรี่เอ็ฟเฟ็กต์เหมือนถ่านนิแคด ตัวถ่าน NiMH จะสามารถรีชาร์จด้วยตัวเองประมาณ 1-4 % ของพลังงานที่เหลืออยู่ทุกวัน แต่เราไม่สามารถเก็บถ่าน NiMH เอาไว้ได้นานเท่ากับถ่านอื่นๆ

การดูแลรักษาแบตเตอรี่

  • เก็บรักษาในที่อุณหภูมิไม่สูงเกินไป ไม่ควรนำไปตากแดด
  • หลีกเลี่ยงการเก็บในที่เปียกชื้น
  • ควรทำการชาร์ตไฟตามระยะที่บอกไว้ในคู่มือใช้งาน เช่น การใช้งานครั้งแรกควรชาร์ตไฟไว้นาน 10 ชั่วโมงหรือมากกว่าเป็นต้น
  • ไม่ควรนำแบตเตอรี่เก็บไว้ในตัวอุปกรณ์ หากยังไม่ได้ใช้งาน

ตารางเปรียบเทียบคุณสมบัติของแบตเตอรี่

Alkaline
Alkaline Recharge
Lithium
Nicad
Ni-MH
Voltage
1.5
1.5
1.6
1.25
1.2
Initial Chart
yes
yes
yes
no
no
Capacity (mAh2)




AAA
900
630
n.a
240
600
AA
2200
1750
2900
750-1100
1300
C
5000
4500
n.a
2400
2200
Weight (gram)




AAA
9 g
9 g
n.a
10 g
9 g
AA
24 g
22 g
14 g
24 g
25 g
C
70 g
63 g
n.a
75 g
75 g
Self-discharge rate
0.2 %
0.2 %
> 0.1 %
20+%
20+%
Useful shelf life
5 years
5 years
10 years
short
short
Number of cycle
1
8-25
1
50-500+
50-500+
Cost per cycle
high
moderate
very high
very low
very low
Memory effect
n.a
no
n.a
high
low
Disposal hazard
low
low
low
very high
low
ข้อมูลจาก The complete walker IV

หลอดไฟ

หลอดไฟสำหรับไฟฉายมีหลายแบบหลายลักษณะ วิธีการที่จะหาว่าเราควรจะใช้หลอดไฟแบบใดนั้น ประการแรกต้องดูที่พลังงานของหลอดไฟที่ต้องการก่อน หาได้โดยการคำนวณจากจำนวนแบตเตอรี่ที่ใช้ เช่น หากไฟฉายต้องใช้ถ่านไฟฉาย AA 1.5 โวลต์จำนวน 2 ก้อน ก็แสดงว่าเราต้องใช้หลอดไฟขนาด 3 โวลต์ นอกจากนั้นยังต้องดูด้วยว่าต้องใช้หลอดขนาดกี่แอมป์ ทั่วไปแล้วถ่าน AA สองก้อนต้องใช้หลอดไฟขนาด 0.25 แอมป์ เป็นต้น แต่ไม่ต้องตกใจว่ามันจะยุ่งยากมาก เพราะส่วนใหญ่แล้วเวลาเราซื้อไฟฉายมาเค้าก็มักจะมีหลอดไฟสำรองให้มาด้วย และหากต้องซื้อใหม่เค้าก็จะมีหลอดไฟขายโดยบอกยี่ห้อบอกรุ่นของไฟฉายที่ สามารถใช้ได้อยู่แล้ว หรือมิฉะนั้นเราก็สามารถเอาหลอดเก่าไปให้คนขายดูก็ได้เช่นกัน ปัจจุบัน ได้มีการผลิตหลอดไฟออกมามากมายหลายชนิด ดังนี้

หลอดคริปตัน (Krypton bulbs)

หลอดคริปตันนี้เป็นหลอดไฟที่ใช้กันทั่วไป ให้แสงสีเหลืองเหมือนแสงเทียน บรรจุก๊าซคริปตันภายในหลอด เมื่อใช้ไปนานๆ แร่ทังสเตนจะระเหยออกมาจากขดลวดในหลอดไฟ และไปสะสมและเกาะที่ภายในของแก้วที่ครอบหลอดไฟ ทำให้แสงมีความสว่างลดลงประมาณ 25% ก่อนที่ไส้หลอดจะขาด

หลอดฮาโลเจน (Halogen bulbs)

หลอดฮาโลเจนจะมีขดลวดทังสเตนภายในครอบแก้วควอตซ์ ซึ่งบรรจุก๊าซฮาโลเจน หลอดฮาโลเจนจะให้แสงสว่างมาก มีลำแสงยาวและเป็นแสงขาวซึ่งทำให้เห็นสีและภาพต่างๆ ได้ต่างความเป็นจริง ไอระเหยของแร่ทังสเตนจากขดลวดจะไม่ไปสะสมและเกาะที่บริเวณครอบแก้วด้านในของ หลอดไฟ แต่จะปะปนอยู่กับก๊าซฮาโลเจนภายในหลอด และจะสะสมกลับไปที่ขดลวดอีกครั้ง ซึ่งช่วยให้มีอายุการใช้งานได้นานขึ้น และยังทำให้โอกาสที่แสงจะลดความสว่างลงนั้นน้อยลงเหลือเพียง 10% เท่านั้น แต่อย่างไรก็ตาม ข้อควรระวังอีกอย่างคือน้ำมันจากนิ้วของเราสามารถจะทำลายครอบแก้วควอตซ์ได้ ทำให้หลอดฮาโลเจนมีอายุการใช้งานน้อยลงผิดปกติ ดังนั้น เวลาเปลี่ยนหลอดฮาโลเจนจึงไม่ควรจะใช้นิ้วสัมผัสโดนหลอด แต่อาจจะใช้คีมคีบหรือใช้ผ้าสะอาดจับหลอดแทน

หลอดฮาโลเจน

หลอดซีนอน (Xenon bulbs)

หลอดซีนอนให้ความสว่างมากกว่าหลอดปกติมาก มักจะใช้กับไฟฉายเฉพาะบางชนิด เช่น Pelican Super Mitylite LMX Laser Spot Xenon Watertight ซึ่งอ้างว่าให้ความสว่างมากกว่าไฟฉายปกติถึง 600% แต่หลอดไฟซีนอนนี้ก็มีข้อเสียที่สำคัญคือเปลืองแบตเตอรี่มาก ราคาแพง และยังมีอายุการใช้งานเพียง 20 ชั่วโมง

ตัวอย่างหลอดไฟคริปตัน
หลอดซีนอน

แอลอีดี (LED arrays)

แอลอีดีย่อมาจาก Light-emitting diode มักจะให้แสงสว่างน้อยกว่าหลอดปกติ แต่ประหยัดพลังงานแบตเตอรี่กว่ามาก นอกจากนี้ แอลอีดีเหมาะสำหรับผู้ที่ชอบอ่านหนังสือในตอนกลางคืนเนื่องจากให้แสงสว่าง โดยที่ไม่เกิดความร้อนมากนัก แอลอีดี มีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่าหลอดทั่วไปและมีน้ำหนักเบามาก ทำให้เป็นที่นิยมของนักเดินป่าทั่วไป นอกจากนี้ ไฟฉายที่ใช้ แอลอีดี รุ่นใหม่ๆ นั้นจะมีการติดตั้งชิปสำหรับประหยัดพลังงานเอาไว้ด้วย ซึ่งจะให้แสงสว่างได้นานนับร้อยชั่วโมงจากการใช้แบตเตอรี่เพียงหนึ่งชุด อย่างไรก็ดี ข้อเสียของ แอลอีดี บางประการนอกเหนือจากการให้ความสว่างน้อยกว่าหลอดปกติแล้วก็คือ จะมีช่วงลำแสงสั้นทำให้ไม่ค่อยเหมาะที่จะใช้ในการเดินทางที่ต้องคอยมองหาทาง ตอนกลางคืนหรือในที่มืดๆ

หลอดแอลอีดี

ข้อแนะนำสั้นๆ เกี่ยวกับหลอดไฟคือ ควรจะมีหลอดสำรองติดตัวไปด้วยทุกครั้ง เพราะหากหลอดขาดหรือใช้ไม่ได้ระหว่างการเดินทางขึ้นมาจะเป็นเรื่องลำบากมาก ไฟฉายบางยี่ห้อจะทำที่สำหรับเก็บหลอดสำรองไว้ด้วย

credit http://www.mrbackpacker.com/gear/gear_38.html

ส่วนประกอบของไฟฉาย

ไฟฉายประกอบด้วยส่วนต่าง ๆ หลายส่วน เช่น หลอดไฟ กระบอกไฟ ฯลฯ ซึ่งเราจะมารู้จักกับส่วนประกอบต่าง ๆ ของไฟฉายกันว่ามีอะไรบ้าง แต่ละส่วนมีหน้าที่อย่างไร

กระจกหน้าไฟฉาย - หน้าหลอดไฟฉายจะมีกระจกกั้นเอาไว้ ทำหน้าที่ป้องกันหลอดไฟจากความเสียหายอันเนื่องมาจากสาเหตุต่าง ๆ และกระจกหน้าในไฟฉายบางรุ่น ยังสามารถเปลี่ยนสีได้ เพื่อให้ไฟมีสีต่าง ๆ กันออกไปตามการใช้งาน เช่น สีแดง สีส้ม เป็นต้น

หลอดไฟ - ทำหน้าที่ให้แสงสว่าง

วงแหวนปรับระดับแสงไฟ - วงแหวนนี้จะอยู่บริเวณด้านหน้าของไฟฉาย เราสามารถหมุนเพื่อปรับการซูมของแสงไฟได้ ซึ่งหากไฟฉายซูมไปที่องศาแคบ ไฟจะส่องไปได้ไกล ถ้าซูมไปที่องศากว้าง ก็จะส่องสว่างได้กว้างกว่า แต่ส่องได้ในระยะที่ใกล้กว่า

กระบอกไฟฉาย - เป็นส่วนที่เป็นแกนกลางของไฟฉาย มีลักษณะเป็นกระบอก ใช้เป็นที่จับเวลาใช้งาน ภายในจะเป็นช่องกลวงสำหรับเก็บแบตเตอรี่

ฝาปิดท้าย - ฝาปิดท้ายจะมีโลหะเพื่อเชื่อมกระแสไฟฟ้าระหว่างแบตเตอรี่กับขั้วที่อยู่ด้าน หน้าของไฟฉาย และใช้ป้องกันมิให้แบตเตอร์รี่หลุดออกมาจากตัวไฟฉาย

ยาง O-ring - ยางนี้จะช่วยในการกันน้ำไม่ให้น้ำเข้าสู่ตัวไฟฉาย ซึ่งมักจะอยู่บริเวณฝาปิดท้าย และด้านหน้าของไฟฉาย

สายคาดศรีษะ - สำหรับไฟฉายแบบคาดศรีษะ จะมีสายคาดศรีษะซึ่งเป็นวัสดุที่ยืดตัวได้ สามารถปรับระดับให้มีขนาดเหมาะสมกับศรีษะของแต่ละคน

credit http://www.mrbackpacker.com/gear/gear_37.html

ชนิดของไฟฉาย

เวลาเราเตรียมตัวเดินป่า เรามักจะพยายามเอาของไปให้น้อยที่สุด เบาที่สุด แต่เราก็ต้องยอมรับว่าของบางอย่างก็จำเป็นที่จะต้องเอาติดตัวไปด้วยทุกครั้ง ถึงแม้มันจะต้องเพิ่มน้ำหนักในเป้ของเรามากขึ้นก็ตาม ไฟฉายก็เป็นหนึ่งในของใช้จำเป็นที่จะขาดไม่ได้ในการเดินทางเข้าป่าแต่ละ ครั้ง ทั้งนี้ เพื่อความสะดวกและปลอดภัยของตัวเราเองในยามค่ำคืน หรือในยามที่ต้องเข้าถ้ำหรือสถานที่มืดๆ ที่มีแสงสว่างไม่เพียงพอ

ไฟฉายเป็นอีกอุปกรณ์หนึ่งที่ผู้ผลิตพยายามแข่งขันกันค้นคว้า วิจัยโดยใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วย เพื่อพัฒนาคุณภาพของไฟฉายให้ดีขึ้นเรื่อยๆ พัฒนาการของไฟฉายในแต่ละรุ่นเป็นไปอย่างรวดเร็วมาก ไฟฉายในปัจจุบันจึงมีหลายลักษณะ หลายรูปแบบ สำหรับการใช้งานต่างๆ กันไป ซึ่งเราพอจะแบ่งประเภทของไฟฉายที่ใช้สำหรับเดินป่าได้ 2 แบบใหญ่ ๆ คือ ไฟฉายแบบธรรมดาที่ใช้มือถือ (Hand-held lights) และไฟฉายที่ติดกับศีรษะ (Head-held lights หรือ Headlamps)

ไฟฉายมือถือ (Hand-held lights)

ไฟฉายแบบมือถือ
ไฟฉายมือถือที่คนไทยรู้จักกันดีและเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายในปัจจุบันคือ Mini Maglite ซึ่งผลิตโดยใช้อลูมิเนียมเป็นวัสดุภายนอก มีวิธีการเปิด-ปิดไฟฉายโดยการหมุนกระเปาะหลอดไฟด้านบน วัสดุที่ใช้ภายนอกทำให้ตัวไฟฉายมีความทนทานสูงมาก ไม่บุบสลายง่ายๆ ลักษณะเด่นของไฟฉายรุ่นนี้คือบริเวณหัวเกลียวจะมีห่วงยางโอริง (Rubber O-ring) ที่ช่วยป้องกันไม่ให้น้ำเข้าไปด้านในตัวไฟฉาย และบริเวณเกลียวด้านบนนี้นอกจากจะเป็นสวิตช์เปิด-ปิดไฟฉายแล้ว ยังสามารถใช้ปรับลำแสงของไฟฉายให้โฟกัสไปยังจุดใดจุดหนึ่งหรือจะให้สว่างใน บริเวณกว้างได้อีกด้วย นอกจากนี้ ยังได้มีการผลิตอุปกรณ์เสริมสำหรับไฟฉายชนิดนี้ขึ้นมามากมาย เช่น สายรัดศีรษะ ซองหนัง สายรัดข้อมือ คลิปหนีบกับเข็มขัด หรือแม้กระทั่งกระบอกพลาสติกที่เอาไว้หุ้มตัวไฟฉายเวลาต้องการคาบไว้ในปาก!

ปัจจุบัน มีไฟฉายที่ใช้หลักการทำงานในลักษณะเดียวกับ Maglite นี้มากมาย (เปิด-ปิดโดยการหมุนเกลียวด้านบน) ซึ่งมีการทำงานอย่างง่ายๆ คือเมื่อเราหมุนเกลียวลงมา หลอดไฟก็จะสัมผัสกับแบตเตอรี่ด้านล่าง ทำให้เกิดความสว่าง แต่ข้อควรคำนึงอย่างหนึ่งก็คือ การเปิดไฟในลักษณะนี้จะต้องใช้สองมือในการเปิด (ไม่เหมือนกับไฟฉายแบบอื่นที่เราสามารถใช้มือเดียวกดหรือเลื่อนสวิตช์เพื่อ เปิด-ปิดได้) บางคนที่ชำนาญหน่อยก็อาจจะใช้มือเดียวหมุนเปิดได้ โดยใช้นิ้วโป้งกับนิ้วชี้จับบริเวณกระเปาะหลอดไฟด้านบนและใช้นิ้วที่เหลือ จับด้ามไฟฉายเอาไว้ แล้วจึงหมุนเปิด แต่นั่นก็ต้องอาศัยการฝึกฝนเล็กน้อย บางคนอาจจะต้องการทำให้เปิดง่ายๆ โดยการหมุนปิดไฟฉายเอาไว้หลวมๆ เพื่อที่ว่าจะได้หมุนเปิดมือเดียวได้ง่ายๆ แต่ควรจะระวังว่าการทำแบบนี้อาจจะทำให้ไฟฉายเปิดเองได้เวลาเราเก็บไว้ใน กระเป๋า เพราะหากเกิดการกดทับจากสิ่งของอื่นๆ หลอดไฟก็จะสัมผัสกับแบตเตอรี่ได้ง่ายขึ้น ทำให้ไฟฉายติดเองได้เป็นการสิ้นเปลืองแบตเตอรี่โดยใช่เหตุ ดังนั้นเพื่อป้องกันกรณีดังกล่าว สามารถทดสอบได้ง่ายๆ โดยในเวลาที่เราหมุนไฟฉายปิดแล้ว เมื่อไฟดับแล้วก็ลองกดตรงบริเวณกระเปาะหลอดไฟลงไปเล็กน้อย เพื่อดูว่าไฟติดหรือไม่ ผู้ผลิตไฟฉายส่วนมากมักจะออกแบบไฟฉายมาให้สามารถหมุนได้อีกประมาณ 180 องศาหลังจากที่เราหมุนปิดสวิตช์ไฟฉายไปแล้ว

ข้อเสียอีกอย่างหนึ่งของ Maglite ที่คนเริ่มหันมาคำนึงถึงมากขึ้นก็คือการที่ตัวด้ามไฟฉายทำจากอลูมิเนียมนั่น เอง สาเหตุเป็นเพราะตัวด้ามอลูมิเนียมนั้นจะเปลี่ยนอุณหภูมิตามสภาวะอากาศภายนอก ได้ง่ายกว่าพลาสติก โดยเฉพาะในบริเวณที่มีอากาศเย็นจัด ซึ่งความเย็นของตัวด้ามจะเป็นศัตรูตัวร้ายต่ออายุของแบตเตอรี่ภายใน ทำให้แบตเตอรี่หมดเร็วขึ้น ใครที่เคยใช้ไฟฉายแบบ Maglite นี้ไปเดินเที่ยวป่าก็คงจะพอนึกออกว่าในหน้าหนาวนั้นบางครั้งเราต้องเปลี่ยน แบตเตอรี่เร็วกว่าที่คาดเอาไว้ ทำให้ในระยะหลังนี้มีคนสนใจหันมาใช้ไฟฉายที่มีด้ามจับเป็นพลาสติกมากขึ้น

ไฟฉายติดศีรษะ (Head-held lights, Headlamps)

ไฟฉายติดศรีษะ
จาก ข้อเสียประการหนึ่งของไฟฉายมือถือ นั่นคือการที่ทำให้เราต้องทำงานได้เพียงมือเดียวเพราะอีกมือหนึ่งต้องถือ ไฟฉายอยู่นั้น ทำให้มีการพัฒนาไฟฉายขึ้นมาเป็นอีกประเภทหนึ่ง คือไฟฉายติดศีรษะ ถึงแม้บางครั้งไฟฉายติดศีรษะอาจจะมีน้ำหนักมากกว่าไฟฉายมือถือ แต่ผู้คนก็นิยมใช้ไฟฉายติดศีรษะกันมากขึ้นเนื่องจากความสะดวกในการใช้งาน เพราะช่วยให้เราสามารถใช้มือทั้งสองข้างในการทำกับข้าว ตั้งเต็นท์ หรือกิจกรรมอื่นๆ ได้โดยสะดวก

ไฟฉายติดศีรษะนี้มีสองประเภทใหญ่ๆ คือแบบที่มีที่ใส่แบตเตอรี่อยู่ติดกับตัวไฟฉายเลย และแบบที่แยกแบตเตอรี่ออกต่างหากจากตัวไฟฉาย แบบแรกที่สามารถใส่แบตเตอรี่ติดกับตัวไฟฉายได้เลยนั้นจะมีน้ำหนักมากกว่า ซึ่งในบางครั้งอาจจะทำให้ปวดศีรษะได้เหมือนกันหากใช้ไปนานๆ กับอีกประเภทหนึ่งคือไฟฉายติดศีรษะแบบที่แยกตัวแบตเตอรี่ออกจากตัวไฟฉายและ จะมีเฉพาะส่วนที่เป็นหลอดไฟและเลนส์เท่านั้นที่ติดกับสายรัดศีรษะ แบบนี้จะทำให้ไฟฉายที่ติดบนศีรษะมีน้ำหนักเบา ส่วนตัวแบตเตอรี่ก็อาจจะหนีบไว้ที่เสื้อผ้าหรือใส่กระเป๋าเอาไว้ก็ได้ แต่แบบนี้ก็จะมีข้อเสียที่จะต้องมีสายเชื่อมต่อระหว่างตัวไฟฉายกับแบตเตอรี่ ซึ่งอาจจะทำให้เกิดความรำคาญหรือไม่ค่อยถนัดนัก และยังจะต้องคอยเก็บแบตเตอรี่เอาไว้ให้อุ่นอยู่ตลอดเวลาด้วย

ไฟฉายติดศีรษะที่เป็นที่รู้จักกันมากในปัจจุบันคือ Petzl Micro ซึ่งมีหลักการทำงานง่ายๆ โดยการหมุนเปิด-ปิดไฟที่บริเวณกระเปาะหลอดไฟ และหัวไฟฉายยังสามารถหมุนไปได้รอบๆ นอกจากสายรัดศีรษะแล้ว ยังมีสายคาดบริเวณกลางศีรษะด้านบนพาดเป็นแนวยาวไปด้านหลังศีรษะเพื่อช่วย พยุงให้ไฟฉายสามารถรัดอยู่บนศีรษะได้โดยไม่เลื่อนไหลลงมาง่ายๆ นอกจากนี้ บริเวณที่ใส่แบตเตอรี่ยังทำจากยางซึ่งทำให้แบตเตอรี่ไม่หมดเร็วเกินไปและยัง มีที่สำหรับใส่หลอดไฟสำรองอีกด้วย

credit http://www.mrbackpacker.com/gear/gear_36.html