วัสดุที่ใช้บุถุงนอน (Fill)

วัสดุที่ใช้บุถุงนอนจะเป็นสิ่งที่ป้องกันไม่ให้ความอบอุ่นจากด้านในถุง นอนหายไป และป้องกันไม่ให้ความเย็นจากด้านนอกเข้ามาในถุงนอน ซึ่งวัสดุที่ดีจะต้องสามารถให้ความอบอุ่นมากและมีน้ำหนักเบา วัสดุที่ใช้ทำถุงนอนในปัจจุบันแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ ขนเป็ด (Down) และใยสังเคราะห์ (Synthetic Fills)


ขนเป็ด (Down)


ขนเป็ดในปัจจุบัน ยังคงเป็นวัสดุที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ในด้านการให้ความอบอุ่น น้ำหนัก และขนาดเมื่อทำการบีบอัดแล้ว ซึ่งหากเปรียบเทียบกับผ้าใยสังเคราะห์แล้ว ขนเป็ดจะมีประสิทธิภาพมากกว่า เมื่อกางถุงนอนออก หรือถุงนอนไม่ได้ถูกอัดเก็บอยู่ในถุงใส่ถุงนอนแล้ว ขนเป็ดที่บุอยู่ด้านในจะพองตัวขึ้นและกระจายตัวไปทั่วถุงนอนอย่างทั่วถึง ถุงนอนขนเป็ดจะคืนสภาพและฟูนุ่มขึ้นมาอย่างรวดเร็วเต็มทั่วทั้งถุงนอน ในขณะที่วัสดุใยสังเคราะห์ไม่สามารถจะกระจายตัวและคืนสภาพได้ดีเท่าขนเป็ด นอกจากนี้ขนเป็ดยังมีอายุการใช้งานยาวนานหากมีการดูแลรักษาอย่างถูกต้อง (อย่างน้อย 10-15 ปี เมื่อเปรียบเทียบกับใยสังเคราะห์ซึ่งจะมีอายุประมาณ 3-6 ปี)

แต่ขนเป็ดก็มีจุดอ่อนเช่นกัน หากขนเป็ดมีความเปียกชื้น ประสิทธิภาพในการให้ความอบอุ่นจะด้อยกว่าผ้าใยสังเคราะห์ และจะแห้งได้ยากกว่า นอกจากนี้ขนเป็ดยังอาจจะก่อให้เกิดอาการแพ้ได้ สำหรับบางคนที่อาจจะแพ้ขนสัตว์ หากเราต้องการขนเป็ดที่มีคุณภาพดี ราคาก็จะสูงมากเมื่อเปรียบเทียบกับใยสังเคราะห์

โดยปรกติเมื่อเราซื้อถุงนอนขนเป็ด ถุงนอนแต่ละรุ่นจะกันหนาวได้ไม่เท่ากัน ซึ่งถุงนอนขนเป็ดจะมีตัวเลขของ Fill Power กำกับอยู่ เช่น 600, 700, 800 ซึ่งตัวเลขนี้จะแสดงถึงความสามารถในการกักอากาศเป็นลูกบาศก์นิ้วต่อขนเป็ด 1 ออนซ์ Fill power เป็นการวัดปริมาณอากาศหรือช่องว่างของขนเป็ดต่อหนึ่งออนซ์ ซึ่งมาจากลักษณะความยาวและความหนานุ่มเป็นปุยของขนเป็ด เช่น ถุงนอนที่ระบุว่ามี Fill power 550 หมายถึงถุงนอนที่มีปริมาณขนเป็ด 56000 กลุ่มต่อหนึ่งออนซ์ ในขณะที่ถุงนอนที่มี Fill power 750 จะมีขนเป็ด 24000 กลุ่มต่อหนึ่งออนซ์ จะเห็นได้ว่าขนเป็ดหนึ่งกลุ่มนั้น ถ้ายิ่งคุณภาพดีก็จะยิ่งมีขนาดใหญ่และน้ำหนักมากกว่าและใช้จำนวนน้อยกว่าต่อ พื้นที่หนึ่งออนซ์เท่ากัน ขนเป็ดคุณภาพดีตัวเลขก็จะสูงขึ้น ซึ่งจะกันหนาวได้มากขึ้นแต่ราคาก็จะสูงขึ้นด้วย

ใยสังเคราะห์ (Synthetic Fill)

ใยสังเคราะห์จะมีชื่อเรียกในแต่ละยี่ห้อของผู้ผลิตต่างกันไป และมีราคาถูกกว่าเมื่อเทียบกับขนเป็ด ซึ่งใยสังเคราะห์ในตลาดจะสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทใหญ่ ๆ คือ

  1. เส้นใยขนาดยาวต่อเนื่องและเกาะติดกันเป็นกลุ่มก้อน (Long continuous-filament fibers) มักจะใช้บุในถุงนอนที่ค่อนข้างจะมีการขึ้นรูปโครงที่แน่นอนเป็นรูปเป็นร่าง โดยปกติแล้ว ตัวเลขที่กำกับไว้หมายถึงน้ำหนักต่อหนึ่งตารางหลา ในปัจจุบันยี่ห้อที่เป็นที่รู้จักกันก็คือ Polarguard, Polarguard HV, Polarguard 3D และ Laminite
  2. เส้นใยขนาดสั้นและไม่เกาะติดกันเป็นกลุ่มก้อน (Much shorter, noncontinuous-filament fibers) อาจจะใช้บุทั้งในถุงนอนที่มีการขึ้นรูปโครงที่แน่นอน และในถุงนอนที่ไม่มีรูปร่างที่แน่นอน ชื่อทางการค้าในตลาดก็คือ Hollifil, Hollofil 2 และ Quallofil
  3. เส้นใยขนาดสั้นพิเศษ ซึ่งมีลักษณะรูปร่างคล้ายๆ ขนเป็ด (Even-shorter-fibered formed somewhat resemble down) โดยที่เส้นใยประเภทนี้อาจจะมีการเกาะกลุ่มกันหรือไม่ก็ได้ ชื่อที่ใช้ในปัจจุบันคือ Lite Loft, Micro Loft, Primaloft และ Thermolite Extreme

จะเห็นได้ว่าในปัจจุบัน ได้มีการพัฒนาใยสังเคราะห์ไปมาก ในอนาคตเราอาจจะเห็นใยสังเคราะห์ที่สามารถให้ความอบอุ่นและน้ำหนักเบาเหมือน กับขนเป็ดก็เป็นได้

thank http://www.mrbackpacker.com/gear/gear_12.html

มารู้จักส่วนประกอบของถุงนอนกันเถอะ

ถุงนอนประกอบด้วยส่วนต่าง ๆ จำนวนหลายส่วน ซึ่งแต่ละส่วนจะมีคุณสมบัติต่าง ๆ กันที่ทำให้ถุงนอนมีประสิทธิภาพที่ดี เราลองมาดูกันว่าถุงนอนประกอบด้วยส่วนหลักๆ อะไรบ้าง และแต่ละส่วนมีความสำคัญอย่างไร

gear_1_2.gif

1. หมวกคลุมศีรษะ(Hood)
ถุงนอนจำนวนมากจะมีหมวกไว้สำหรับคลุมศีรษะ ซึ่งหมวกนี้จะช่วยป้องกันการสูญเสียความร้อนจากร่างกาย ซึ่งความร้อนมากกว่า 50% จะสูญเสียไปจากศีรษะของเรา ฉะนั้นถุงนอนที่มีคุณภาพดีจะมีหมวกที่สามารถป้องกันการสูญเสียความร้อนได้ดี ฮูดที่ดีควรจะสามารถปรับให้กระชับกับศีรษะได้ และสวมแล้วไม่รู้สึกรบกวนใบหน้า

2. แผ่นเพิ่มความอบอุ่นช่วงอก (Draft Collar)
จะเป็นส่วนที่อยู่ถัดจากฮูดลงมา ซึ่งทำหน้าที่ป้องกันการสูญเสียความร้อนบริเวณรอยต่อระหว่างคอและไหล่ โดยจะไปลดช่องว่างของคอกับไหล่ ทำให้มีการสูญเสียความร้อนลดลง ซึ่งในถุงนอนบางชนิดที่ใช้กับหน้าร้อนอาจจะไม่มีส่วนนี้

3. ช่องเก็บของปลายถุงนอน (Foot Box)
ถุงนอนส่วนใหญ่ช่วงปลายถุงนอนจะเป็นส่วนเดียวกับ ตัวถุงนอน แต่ในถุงนอนบางชนิดจะมีช่องที่ปลายถุงนอนเพื่อให้ความอบอุ่นที่เท้าเป็น พิเศษ และสามารถเก็บของเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้ด้วยเช่น ขวดน้ำ รองเท้า เป็นต้น

4. ซิป (Zipper)
gear_1_3.jpg ซิป มักจะเป็นซิปที่มีคุณภาพสูง ผลิตจากพลาสติกทำให้ไม่เย็นเมื่อถูกสัมผัส ซิปถุงนอนจะต้องรูดได้สะดวกไม่ติดชิ้นส่วนหรือกินเนื้อผ้าของถุงนอนไปด้วย เวลารูดซิป และด้านบนสุดของซิปมักจะมีแถบล็อคซิปเพื่อปิดไว้ไม่ให้ซิปเลื่อนลงมาและลด ความกระด้างเวลาสัมผัสกับหัวซิป ในถุงนอนรุ่นใหม่ ๆ ระบบซิปของถุงนอนได้ออกแบบให้สามารถรูดต่อถุงนอนสองใบให้เป็นชิ้นเดียวกัน ได้ โดยส่วนใหญ่จะเป็นถุงนอนยี่ห้อเดียวกัน ถ้าอันหนึ่งเป็นซิปขวาอีกอันเป็นซิปซ้าย ก็จะสามารถรูดต่อกันเป็นถุงนอนผืนเดียวกันได้

5. แถบรองซิป (Zipper Flap)
แถบรองซิปจะอยู่ขนานกับตัวซิปด้านใน ทำหน้าที่ช่วยปกป้องการสูญเสียความร้อนของถุงนอนผ่านทางซิป

6. กระเป๋าใส่ของจุกจิก (Pocket)
ใช้สำหรับใส่ของจุกจิก เช่น กุญแจ แว่นตา ไฟฉาย ซึ่งจะให้ความสะดวกในการหยิบใช้

gear_1_1.jpg7. ถุงนอนด้านนอก (Outer Fabric)
เป็นส่วนที่สัมผัสกับอากาศภายนอก มีประสิทธิภาพในการป้องกันลม น้ำ คงทน ซึ่งทั้งนี้ขึ้นกับชนิดของวัสดุที่ผลิตด้วย ถุงนอนที่มีราคาแพงมักจะมีคุณสมบัติข้างต้นครบถ้วน แต่ในรุ่นที่ราคาถูกก็อาจจะเป็นผ้าไนล่อนธรรมดา

8. ถุงนอนด้านใน (Inner Fabric)
เป็นส่วนที่สัมผัสกับร่างกาย ผลิตจากวัสดุหลากหลาย ขึ้นกับชนิดและราคาถุงนอน วัสดุที่ดีจะทำให้เกิดความนุ่มนวล และความรู้สึกที่ดีต่อผู้ใช้

9. วัสดุบุถุงนอน (Fill)
เป็นวัสดุที่เป็นใยสังเคราะห์ หรือขนห่าน ทำหน้ารักษาความร้อนในถุงนอน ซึ่งวัสดุที่เป็นขนห่าน (Goose Down) จะให้ความอบอุ่นที่ดีกว่า แต่ราคาก็จะแพงกว่าแบบใยสังเคราะห์ ซึ่งในตัวถุงนอนจะมีเอกสารกำกับชนิดวัสดุที่ใช้บุและวิธีการใช้อยู่ ปัจจุบันใยสังเคราะห์ที่นิยมใช้มีหลายแบบ เช่น Qualofil จาก Dupont หรือ Polar Guard 3D เป็นต้น

thank http://www.mrbackpacker.com/gear/gear_1.html

ชนิดและรูปทรงของถุงนอน

ถุงนอนที่มีอยู่ในปัจจุบัน มีหลายรูปทรง ซึ่งแต่ละแบบก็มีข้อดีข้อเสียต่างกันไป รวมถึงราคาที่แตกต่างกันด้วย ซึ่งเราพอที่จะสรุปชนิดรูปทรงของถุงนอนที่มีอยู่ในปัจจุบันได้เป็น 3 แบบ

1. ถุงนอนแบบสี่เหลี่ยมผืนผ้า (Rectangular)
เป็นถุงนอนที่เป็นรูปทรงสึ่เหลี่ยมผืนผ้า พับครึ่งเชื่อมติดกันด้วยซิปรูปตัว L ด้านบนจะมีฮูดสามารถปะติดและถอดออกได้ สามารถกางออกเป็นผ้าห่มได้ ถุงนอนรูปทรงนี้จะมีเนื้อที่ภายในถุงนอนมากกว้างขวาง นอนสบายเหมาะสำหรับอากาศไม่หนาวจัด แต่ว่าถุงนอนชนิดนี้จะมีปากถุงนอนที่กว้าง ทำให้สูญเสียความร้อนได้ง่าย และมีจุดที่จะสูญเสียความร้อนได้มาก ถ้าหากต้องการให้กันหนาวได้มาก ถุงนอนก็จะมีขนาดใหญ่โต หนา ไม่เหมาะที่จะใส่เป้ โดยปรกติมักจะใช้สำหรับการนอนชายทะเล บ้านพัก กระท่อม หรือในที่ที่อากาศไม่หนาวมากนัก

ข้อดี – มีพื้นที่มาก ทำให้นอนสบาย
ข้อเสีย – กันความหนาวเย็นได้ไม่มากนัก น้ำหนักมาก

gear_2_3.jpg
ถุงนอนแบบสี่เหลี่ยมจะมีความกว้าง
เท่ากันตั้งแต่หัวถุงนอนถึงปลาย มีพื้นที่มาก

gear_2_4.jpg

2. ถุงนอนแบบกึ่งสี่เหลี่ยม (Tapered)
มีลักษณะคล้ายกับรูปทรงสี่เหลี่ยม แต่บริเวณปลายเท้าจะสอบเข้ามา ทำให้มีพื้นที่และน้ำหนักที่ลดลง ซึ่งจะนอนสบายกว่าแบบมัมมี่

ข้อดี – กันความหนาวเย็นได้ดีกว่าแบบสี่เหลี่ยม และนอนสบายกว่าเมื่อเทียบกับแบบมัมมี่เนื่องจากมีพื้นที่มากกว่า
ข้อเสีย – กันความหนาวเย็นได้ไม่มากนัก น้ำหนักมาก

gear_2_5.jpg
ถุงนอนแบบกึ่งสี่เหลี่ยมจะมีความกว้าง
ช่วงปลายถุงนอนแคบลงเล็กน้อย

gear_2_6.jpg

3. ถุงนอนแบบมัมมี่ (Mummy)
ถุงนอนประเภทนี้ในประเทศยังมีกันไม่มาก ลักษณะของถุงนอนเป็นแบบมัมมี่สมัยโบราณ ลองหลับตานึกภาพมัมมี่ตามสารคดีดู ถุงนอนแบบนี้จะมีขนาดเล็ก เพราะมีการลดขนาดที่ไม่จำเป็นในช่วงรูปร่างและปลายเท้าออกไป โดยปลายเท้าจะสอบแคบเข้ามา ทำให้ถุงนอนชนิดนี้มีขนาดเล็กลงเมื่อเทียบกับสองแบบที่ผ่านมา ถุงนอนชนิดนี้จะมีหมวกที่ต่อเป็นผืนเดียวกับถุงนอน ไม่สามารถถอดแยกออกมาเหมือนกับแบบสี่เหลี่ยมได้ และถุงนอนชนิดนี้ไม่สามารถกางออกมาเป็นผ้าห่มได้

ข้อดี – สามารถกันความหนาวเย็นได้ดี และน้ำหนักเบา
ข้อเสีย – มีพื้นที่ด้านในน้อย อาจจะนอนไม่สบายสำหรับคนนอนดิ้นเก่ง ๆ

gear_2_1.jpg
ถุงนอนแบบมัมมี่จะมีความกว้าง
ของถุงนอนน้อยที่สุด มีพื้นที่ภายในน้อย
แต่ให้ความอบอุ่นมาก

gear_2_2.jpg
thank http://www.mrbackpacker.com/gear/gear_2.html

รวมลิ้งค์เว็บไซต์ผู้ผลิตเต็นท์

รวมลิ้งค์ผู้ผลิตเต็นท์จากทั้วโลก
thank http://www.mrbackpacker.com/gear/gear_8.html

การดูแลรักษาเต็นท์

การดูแลรักษาเต็นท์ให้มีอายุการใช้งานที่ยาวนาน หลายคนอาจจะคิดว่าเป็นเรื่องยาก ลองอ่านวิธีการเหล่านี้ดูแล้วคุณจะรู้ว่า เต็นท์ดูแลง่ายนิดเดียว
  1. ฝึกกางเต็นท์ให้ถูกวิธี การที่คุณเรียนรู้วิธีการกางเต็นท์อย่างถูกวิธี จะทำให้เต็นท์ของคุณไม่เกิดความเสียหาย เพราะบางครั้งการกางเต็นท์ไม่ถูกวิธี อาจทำให้อุปกรณ์บางชิ้นเกิดความเสียหายได้ เช่น อาจจะใส่เสาเต็นท์ผิดอันทำให้เกิดความเสียหายเวลางอเสาเข้ากับเต็นท์ เป็นต้น
  2. อย่าเก็บเต็นท์ของคุณขณะที่เปียกถ้าไม่จำเป็น เพราะอาจจะทำให้เกิดกลิ่นอับได้ เราควรจะนำเต็นท์มาผึ่งลมให้แห้งก่อนและนำเศษสิ่งสกปรกออกจากเต็นท์ แล้วจึงปิดซิปให้เรียบร้อย
  3. ไม่ควรใช้สารเคมีในการทำความสะอาดเต็นท์ เพราะสารเคมีเหล่านี้จะทำลายสารที่เคลือบเต็นท์ไว้ ควรใช้แค่ผ้าชุบน้ำเช็ดก็พอ ห้ามใช้แปรงขัดเพราะแปรงจะทำให้สารเคลือบหลุดออกเช่นกัน
  4. ใช้ผ้าพลาสติกปูรองพื้น ผ้ารองพื้นจะใช้ปูรองพื้นก่อนกางเต็นท์ ประโยชน์คือช่วยปกป้องตัวเต็นท์จากหินและกิ่งไม้อันแหลมคม ซึ่งสิ่งเหล่านี้อาจจะทำให้พื้นเต็นท์เกิดความเสียหายได้ และนอกจากนี้ยังช่วยลดเวลาในการทำความสะอาด เพราะเราเพียงแต่ทำความสะอาดที่ผ้าปูเท่านั้น
  5. ใช้สมอบกปักเต็นท์ บางคนอาจคิดว่าสมอบกไม่จำเป็นเพราะเต็นท์สามารถทรงตัวได้อยู่แล้ว แต่บางครั้งเมื่อลมแรง เต็นท์อาจจะมีการพลิกซึ่งอาจจะทำให้เต็นท์เสียหาย ถ้าช่วงที่คุณกางเต็นท์มีลมแรงควรจะนำสัมภาระเข้าไปไว้ในเต็นท์ แล้วปักสมอบกยึดไว้ ซึ่งจะช่วยป้องกันเต็นท์พลิกจากแรงลมได้
6.ใช้อุปกรณ์ซ่อมแซมเต็นท์ถ้าจำเป็น หากเต็นท์คุณเกิดการเสียหาย เช่น ผนังเต็นท์มีรอยฉีกขาด ควรใช้ พวกผ้าเทปปิดรอยขาดนั้นไว้ มิฉะนั้นรอยขาดนั้นจะใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ (ลองคิดถึงเสื้อผ้าที่ขาดดู ถ้าเรายิ่งดึงก็จะยิ่งขาดมากขึ้น) อุปกรณ์ซ่อมแซมเต็นท์สามารถหาซื้อได้ตามร้านอุปกรณ์แค้มปิ้งทั่วไป

thank http://www.mrbackpacker.com/gear/gear_6.html

ส่วนประกอบของเต็นท์

ส่วนประกอบของเต็นท์

  1. พื้นเต็นท์
    เป็นส่วนที่สัมผัสกับพื้นดิน สามารถกันน้ำและมีความทนทานสูง
  2. ตัวเต็นท์
    เป็นส่วนที่อยู่เหนือพื้นเต็นท์ขึ้นมา ทำหน้าที่กันลม ฝน
  3. เสาหรือโครงเต็นท์
    เป็นส่วนที่ช่วยทำให้เต็นท์ทรงตัวอยู่ได้ เสาเต็นท์ที่นิยมใช้กัน จะมีเป็นแบบอลูมิเนียม และไฟเบอร์กลาส ซึ่งถ้าเป็นเต็นท์สามเหลี่ยม เสาที่ใช้มักจะเป็นอลูมิเนียม ส่วนเต็นท์โดม เต็นท์อุโมงค์จะใช้เป็นไฟเบอร์กลาส ซึ่งมีน้ำหนักเบา มีความยืดหยุ่นสูง สามารถโค้งงอได้
  4. ฟลายชีท
    จะเป็นผ้าที่ใช้กันลมและฝน คุณสมบัติทั่วไปของฟลายชีทคือ สามารถกันน้ำได้เนื่องจากมีการเคลือบสารกันน้ำเอาไว้ ทำให้เวลาฝนตกน้ำจะไม่ไหลเข้าสู่ตัวเต็นท์

    gear_4_3.jpg

  5. สมอบกและเชือก
    ใช้สำหรับยึดเต็นท์กับพื้นดิน เพื่อไม่ให้ปลิวไปกับลม สมอบกจะมีทั้งแบบอลูมิเนียม พลาสติก ซึ่งแต่ละแบบจะมีความแข็งแรงและน้ำหนักไม่เท่ากัน
  6. ประตูและหน้าต่าง
    ใช้สำหรับเป็นทางเข้าออกและเป็นช่องทางระบายอากาศ เต็นท์โดยส่วนใหญ่จะมีประตูด้านเดียว แต่ในบางรุ่นก็มีประตูเข้าออกได้ทั้งสองด้าน ส่วนหน้าต่างจะขึ้นอยู่กับชนิดและรุ่นของเต็นท์ เต็นท์บางชนิดที่ใช้กับอากาศหนาวมากๆ อาจจะไม่มีหน้าต่างเลยก็ได้
  7. ช่องเก็บของ
    เต็นท์บางรุ่นจะมีช่องเก็บของด้านใน ซึ่งจะอยู่บริเวณติดกับผนังเต็นท์ด้านข้าง หรือด้านบนตัวเต็นท์ตรงกึ่งกลาง ซึ่งจะพอเก็บของจุกจิกได้เล็กน้อย เช่น แว่นตา ไฟฉาย ฯลฯ

    gear_4_1.jpg gear_4_2.jpg
thank http://www.mrbackpacker.com/gear/gear_4.html

ตัวอย่างวิธีการกางเต็นท์อย่างถูกวิธี

ตัวอย่างวิธีการกางเต็นท์แบบง่ายๆ ที่จะทำให้คุณรู้สึกว่าการกางเต็นท์ไม่ใช่เรื่องยาก ตัวอย่างที่มาแสดงจะเป็นการกางเต็นท์โดม ถ้าเป็นแบบอื่นๆ ก็สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้

1. นำเต็นท์และอุปกรณ์ต่างๆ ออกมาจากถุง ตรวจสอบว่าอุปกรณ์ครบถ้วน

2. เริ่มด้วยการติดตั้งโครงเต็นท์ โดยเอาบริเวณปลายของโครงเสียบกับตรงมุมเต็นท์ ซึ่งจะมีช่องสำหรับเสียบโครงเต็นท์อยู่ หลังจากนั้นให้นำขอเกี่ยวบริเวณตัวเต็นท์ นำมาเกี่ยวกับตัวโครง ถึงขั้นตอนนี้เต็นท์ของคุณจะขึ้นเป็นรูปได้แล้ว สำหรับบางรุ่นอาจจะต้องมีการเอาตัวโครงมาสอดกับตัวเต็นท์ให้ทะลุไปอีกด้าน หนึ่งแล้วงอโครงโดยให้ปลายทั้งสองข้างเสียบเข้าไปในช่องที่มุมเต็นท์

3.หลังจากตั้งโครงแล้วก็จะได้เต็นท์ ที่พร้อมจะกางฟลายชีทได้

4.ติดตั้งเสาสำหรับฟลายชีท โดยนำเสามาพาดกลางเต็นท์และผูกตัวเสาฟลายชีทกับบริเวณกลางเต็นท์ที่เสาโครงเต็นท์สองด้านตัดกัน

5. ติดตั้งฟลายชีทโดยนำขอเกี่ยวของฟลายชีทเกี่ยวกับบริเวณมุมเต็นท์ทั้ง 2 ด้าน แล้วนำฟลายชีทมาพาดเสากลาง

6. ติดตั้งฟลายชีทอีกด้าน เมื่อเสร็จเรียบร้อยก็จะได้เต็นท์ที่เสร็จสมบูรณ์

thank http://www.mrbackpacker.com/gear/gear_7.html