ข้อควรพิจารณาในการเลือกซื้อเต็นท์

ก่อนที่เราจะซื้อเต็นท์สักหลัง เราควรพิจารณาข้อมูลต่างๆ หลายๆ ด้าน แรกสุด เราควรจะสามารถตอบคำถามเหล่านี้ให้ได้เสียก่อนที่จะพิจารณาเลือกซื้อเต็นท์ สักหลัง
  • จะซื้อเต็นท์แบบไหนดีนะ
    เราเที่ยวบ่อยแค่ไหน?
    ถ้าในปีหนึ่งๆ เราเที่ยวแค่ไม่กี่ครั้ง ก็อาจจะยืมเต็นท์เพื่อนๆ เอาจะคุ้มกว่า เพราะถ้าเสียเงินซื้อไปแล้วไม่ค่อยได้ใช้ อุปกรณ์บางอย่างจะเสื่อมตามกาลเวลา เช่น สารเคลือบเต็นท์บริเวณผนังเต็นท์อาจจะหลุดลอกเมื่อเวลาผ่านไป เป็นต้น
  • งบประมาณมีเท่าไร? งบประมาณจะส่งผลต่อเต็นท์ที่เราจะเลือกซื้อ ถ้างบประมาณเราน้อยก็อาจจะได้เต็นท์ที่มีคุณสมบัติไม่มากเท่าไร ถ้าคุณต้องการเต็นท์ที่ดี แน่นอนก็ต้องจ่ายแพงกว่า ทั้งนี้ขึ้นกับงบประมาณของคุณเป็นหลัก เพราะใครๆ ก็อยากได้เต็นท์ที่ดีอยู่แล้ว
  • เต็นท์ที่เราซื้อจะไปใช้กับการเดินทางท่องเที่ยวแบบไหน? เช่น การขับรถเที่ยว (คาร์แค้มป์) หรือการเดินป่า เป็นต้น ถ้าหากคุณชอบขับรถเที่ยว น้ำหนักของเต็นท์อาจจะไม่สำคัญเท่าไรในการพิจารณาเลือกซื้อ แต่หากคุณต้องเดินป่าระยะไกลก็อาจจะต้องพิจารณาถึงเรื่องน้ำหนักและ คุณสมบัติเฉพาะบางอย่างเป็นพิเศษ ทั้งนี้ขึ้นกับสไตล์การท่องเที่ยวของคุณ
  • ภูมิอากาศของสถานที่ที่เราไปแค้มปิ้ง หากคุณชอบไปป่าหน้าฝน พวกอุปกรณ์กันฝนก็เป็นปัจจัยสำคัญในการเลือกซื้อ เพราะเต็นท์บางรุ่นจะมีอุปกรณ์กันฝนมาให้ (เช่น ฟลายชีท) บางรุ่นก็ไม่มี
  • ขนาดของเต็นท์ที่คุณต้องการ คุณต้องการเต็นท์ที่นอนได้กี่คน ไม่ใช่ว่าเต็นท์ขนาดใหญ่จะดีกว่าเต็นท์ขนาดเล็ก เพราะขนาดจะแปรผันตรงกับน้ำหนัก หากไปป่าที่ต้องเดินก็ควรพิจารณาซื้อเต็นท์เล็กนอนได้ 1-2 คน ถ้าเที่ยวกับรถก็ซื้อใหญ่กว่าก็ได้ไม่มีปัญหา

หลังจากที่คุณสามารถตอบคำถามในใจคุณได้แล้ว ลองดูในใบตัวอย่างสินค้าของแต่ละยี่ห้อ คุณก็จะสามารถเลือกเต็นท์ได้แล้วว่ามีรุ่นไหนที่ตรงกับที่คุณต้องการบ้าง คราวนี้ก็ถึงเวลาที่เราต้องไปซื้อเต็นท์กันแล้ว เราจะมีวิธีเลือกและตรวจสอบตัวเต็นท์ที่จะซื้ออย่างไรบ้าง

  1. เมื่อเราได้คำตอบแล้วว่าเราต้องการเต็นท์แบบไหน ก็ลองหารายละเอียดตัวอย่างสินค้าของแต่ละยี่ห้อมาดูก่อน ศึกษาก่อนว่าแต่ละยี่ห้อมีรุ่นไหนที่ตรงกับความต้องการของคุณบ้าง ซึ่งคุณควรพิจารณายี่ห้อของเต็นท์ที่คุณจะซื้อด้วยว่ามีบริการเป็นอย่างไร ถ้าสินค้ามีปัญหาจะนำมาเปลี่ยนหรือซ่อมได้หรือไม่
  2. พาเพื่อนๆ ที่ชอบเที่ยวกับคุณมาช่วยเลือกเต็นท์กับคุณด้วย เพราะเขาเหล่านั้นอาจจะได้มานอนในเต็นท์ที่คุณซื้อ ให้เขาช่วยตัดสินใจกับคุณ ยังไงซะหลายตาดีกว่าตาเดียว บางครั้ง เพื่อนบางคนอาจจะเคยมีประสบการณ์ในการใช้เต็นท์บางประเภท ซึ่งจะสามารถให้ความคิดเห็นเพิ่มเติมได้อีกด้วย
  3. ลองกางเต็นท์ดู แกะออกจากถุงแล้วลองกางดูว่ากางยากหรือเปล่า เต็นท์บางรุ่นกว่าจะกางได้เสร็จเล่นเอาเหนื่อยเหมือนกัน ถ้าสงสัยอะไรก็ให้ถามพนักงาน แล้วลองดูสเป็คข้างถุงเต็นท์ว่าตรงกับตัวเต็นท์หรือเปล่า
  4. มุดเข้าไปในตัวเต็นท์ลองนั่งดูว่าพื้นที่ใช้สอยมากพอตามความต้อง การหรือไม่ หน้าต่างระบายอากาศมีมากพอหรือไม่ แล้วลองนั่งจินตนการดูว่าพวกกระเป๋า รองเท้า อุปกรณ์ต่างๆ ของเราจะวางไว้ตรงไหนของเต็นท์ แล้วจะมีที่เหลือพอสำหรับนอนหรือเปล่า
  5. ตรวจสอบตะเข็บเต็นท์ตามมุมต่างๆ ว่าเย็บดีหรือไม่ ลองรูดซิปตามประตูหน้าต่างดูว่ามีปัญหาหรือไม่
  6. ตรวจสอบการเคลือบผิวของสารกันน้ำตามตัวเต็นท์ หรือฟลายชีทที่มากับเต็นท์ ตามปรกติพวกฟลายชีทและผนังเต็นท์มักจะเคลือบสารเพื่อกันน้ำซึมไหลเข้าเต็นท์ เอาไว้
  7. หลังจากตรวจสอบทุกอย่างเรียบร้อย ก็ลองเก็บเต็นท์ดูว่าเก็บยากหรือไม่
  8. ถ้าคุณตัดสินใจแล้วว่าเต็นท์นี้แหละที่ใช่แบบที่คุณต้องการ คราวนี้ก็ต้องมาเลือกสีกันแล้ว เต็นท์แต่ละรุ่นจะมีสีให้เลือกไม่มากนัก ไม่เหมือนเสื้อผ้าที่มีสีหลากหลาย ข้อควรพิจารณาคือ สีอ่อนจะช่วยให้แสงส่องผ่านเต็นท์ได้ดีกว่าสีเข้ม ส่วนสีเข้มจะดูดความร้อนได้ดีกว่าสีอ่อน หากใช้ในที่อากาศหนาวก็จะทำให้อุ่นขึ้น ทั้งนี้ขึ้นกับผู้ซื้อด้วยว่าชอบสีสไตล์ไหน
thank http://www.mrbackpacker.com/gear/gear_5.html

มารู้จักชนิดและประเภทของเต๊นท์

เต็นท์แบบสามเหลี่ยม (Pup Tent)

คือเต็นที่ใช้เสาเต็นท์และสมอบกในการกาง โดยจะมีเสาเต็นท์ 2 ข้างบริเวณประตูเป็นตัวยึดโครงเต็นท์ เต็นท์ลักษณะนี้จำเป็นต้องใช้สมอบกและเชื่อกขึงตามมุมเพื่อทำการยึด เต็นท์ เมื่อกางเสร็จแล้วจะมีลักษณะคล้ายสามเหลี่ยมทรงปริซึ่ม (รูปเต็นท์สามเหลี่ยม) ข้อเสียของเต็นท์ชนิดนี้คือกางยากและพื้นที่ใช้สอยไม่มาก เพราะจะเสียพื้นที่บริเวณมุมเต็นท์เพราะผนังจะมีลักษณะลาดเอียง และมักจะมีน้ำเกาะบริเวณผนังเต็นท์ แต่ในบางรุ่นในปัจจุบันก็มีการออกแบบให้มีฟลายชีสอีกชั้นหนึ่งเพื่อกันฝน

เต๊นท์แบบธรรมดา

เต็นท์โครง (A Frame)

เต็นท์โครงจะมีลักษณะคล้ายกับเต็นท์แบบสามเหลี่ยม แต่จะมีลักษณะของโครงสร้างต่างไป โดยแทนที่จะที่จะมีเสาทั้งสองด้านของตัวเต็นท์เพื่อยึดตัวเต็นท์ จะใช้โครงเหล็กลักษณะคล้ายกับตัว A ยึดกับแกนที่มีลักษณะเป็นแนวยาวขนานกับตัวเต็นท์ด้านบน พื้นที่ใช้สอยจะมีมากกว่าแบบสามเหลี่ยม เต็นท์ลักษณะนี้จะต้องปักสมอบกเพื่อยึดตัวเต๊นท์ให้เกิดความแข็งแรง (คล้ายกับเต๊นท์แบบสามเหลี่ยม) ในบ้านเราก็มีจำหน่ายเต็นท์ลักษณะนี้แต่ยังไม่ค่อยเป็นที่นิยมมากนัก

เต๊นท์แบบ A Frame
ลักษณะของโครง A Frame

เต็นท์โดม (Dome)

เต๊นท์โดม
เต็นท์ โดม คือเต็นท์ที่ใช้โครงเสาไฟเบอร์ในการกาง แต่จะใช้สมอบกเพื่อยึดเต็นท์ให้อยู่กับที่เท่านั้น (รูปเต็นท์โดม) (ตารางเปรียบเทียบเต็นท์) จากตารางเปรียบเทียบจะเห็นได้ว่าเต็นท์โดมมีคุณสมบัติที่โดดเด่นและเหนือ กว่าเต็นท์สามเหลี่ยมมากโดยเฉพาะคุณสมบัติที่เคลื่อนย้ายง่ายและกางได้ทุก พื้นที่ เพราะในบางครั้งเรามีความจำเป็นที่จะต้องกางเต็นท์บนพื้นดินที่แข็งมาก ,บนลานหิน ,บนลานปูน หรือบนพื้นที่ที่ไม่อาจจะตอกสมอบกได้ และในบางครั้งเราก็ต้องมีการย้ายพื้นที่กางเต็นท์ในขณะที่กางเต็นท์ไปแล้ว เช่นกางอยู่บนรังมด หรือมีเศษไม้ เศษหินอยู่ใต้เต็นท์ เราก็สามารถที่จะยกเต็นท์โดมออกแล้งย้ายกรือหยิบเศษไม้เศษหินเหล่านั้นออกไป ได้โดยไม่ต้องเสียเวลากางเต็นท์ใหม่เหมือนเต็นท์ สามเหลี่ยม และด้วยเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมดนี้จึงขอแนะนำให้ใช้เต็นท์โดมมากกว่า เต็นท์สามเหลี่ยม

เต็นท์แบบกระโจม (Teepee)

เต๊นท์ทรงอินเดียแดง
เต็นท์ กระโจมจะมีลักษณะคล้ายกับกระโจมของอินเดียแดง โดยจะมีเสาเพียงต้นเดียว ลักษณะของเต็นท์ชนิดนี้จะเหมือนกับมีฟลายชีสมาคลุมพื้นไว้เป็นรูปกระโจมเท่า นั้น โดยจะมีเสาอยู่ตรงกลาง ทางเข้าของเต็นท์ชนิดนี้จะเอียงตากความชันของกระโจม พื้นด้านล่างเมื่อกางเสร็จจะไม่เป็นสี่เหลี่ยมเพราะจะเสียพื้นที่ตรงความชัน ของกระโจม เราจะไม่ค่อยพบเต็นท์แบบนี้มากนักในบ้านเรา (ตั้งแต่เที่ยวมายังไม่เคยเห็นใครใช้แบบนี้เลย) ข้อดีของเต็นกระโจมจะมีน้ำหนักเบาและติดตั้งง่ายเพราะมีเสาเพียงแค่ต้นเดียว (แต่บางแบบก็มีการพัฒนาให้มีเสาสองต้น เพื่อเพิ่มพื้นที่ด้านใน) ข้อเสียของเต็นท์ชนิดนี้ไม่สามารถใช้กับอากาศทุกประเภทเช่น อากาศที่ฝนตก เพราะน้ำอาจเข้าได้

เต็นท์แบบอุโมงค์ (Tunnel or Hoop)

เต็นท์ทรงอุโมงค์
เต็นท์ แบบอุโมงค์จะใช้เสาประมาณ 2-3 เสา โดยเสาจะสามารถงอให้เป็นรูปโค้งคล้ายกับห่วงครึ่งวงกลม ทำให้มีลักษณะคล้ายกับอุโมงค์ถ้านำมาเรียงต่อกัน โดยเสาที่โค้งเป็นครึ่งวงกลมนี้จะทำหน้าที่ยึดตัวเต็นท์ไว้ พื้นที่ใช้สอยของเต็นท์ลักษณะนี้จะค่อนข้างมาก เพราะเป็นทรงสูงจะไม่เสียพื้นที่กับการลาดเอียงของผนังเต็นท์ ขนาดของเต็นท์ชนิดนี้จะไม่ใหญ่มาก (ส่วนใหญ่จะนอนไม่เกิน 4 คน) เพราะถ้ามีขนาดใหญ่จะทำให้รูปทรงไม่สามารถต้านลมได้ ข้อดีของเต็นท์ชนิดนี้คือกางง่าย น้ำหนักเบา พื้นที่ใช้สอยมาก ส่วนข้อเสียคือกันลมได้ไม่ดี เพราะมีความลาดชันของผนังเต็นท์น้อยทำให้ต้านลม เต็นท์ชนิดนี้บางครั้งก็มีอุปกรณ์เสริมเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของ เต็นท์ เช่น ฟลายชีสกันฝน ฯลฯ ทั้งนี้ขึ้นกับผู้ผลิตเต็นท์ว่าจะทำอุปกรณ์เสริมชนิดใดออกมา

เต็นท์แบบกึ่งถุงนอน (Bivy Sacks)

Bivy Sacks
เต็นท์ ลักษณะนี้จะมีลักษณะคล้ายกับถุงนอนแต่จะมีส่วนที่ใช้ครอบศีรษะ ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับเต็นท์เล็ก ๆ บนศีรษะ เต็นท์ลักษณะนี้จะมีพื้นที่ใช้สอยน้อย แค่นอนไปก็ที่เต็มแล้ว และไม่เหมาะกับสภาพภูมิอากาศที่ฝนตก เพราะกันฝนได้ไม่ดี เหมาะสำหรับอากาศแบบทั่ว ๆ ไป หากเกรงว่าฝนจะตกก็อาจจะใช้ฟลายชีสกันฝนอีกชั้นหนึ่ง เราจะม่ค่อยเต็นท์ลักษณะนี้กันมากนัก ข้อดีของเต็นท์ชนิดนี้คือน้ำหนักเบา เหมาะที่สุดสำหรับการนอนดูดาว

เต็นท์สปริง (Spring)

เป็นเต็นท์ที่ใช้ขดลวดสปริงเป็นโครงอยู่ภายในดังนั้นมันจึง เป็นเต็นท์ที่กางง่ายที่สุดในบรรดาเต็นท์ทั้ง 3 ชนิด คือแค่โยนขึ้นไปในอากาศโครงสปริงก็จะดันตัวเต็นท์ให้ดีดดึ๋งกางเสร็จสรรพใน พริบตาแต่ไม่แนะนำให้ซื้อเต็นท์ประเภทนี่มาใช้เพราะมีโครงสร้างที่ไม่แข็ง แรงแค่ลมพัดมาก็จะปลิวแล้ว และเต็นท์ที่ผลิตก็จะมีขนาดเพียง 2-3 คนนอนเท่านั้น แถมเวลาเก็บยังมีขนาดใหญ่และเกะกะกว่าเต็นท์แบบอื่นๆอีกด้วย

thank http://www.mrbackpacker.com/gear/gear_3.html

ข้อดีและข้อเสียของการใช้เปล

นักเดินทางหลายท่านอาจจะไม่ชอบนอนเปล ทั้ง ๆ ที่เปลในปัจจุบันได้มีพัฒนาให้นอนสบายขึ้นเมื่อก่อน สาเหตุหลักคือความเคยชินในการนอน เรามักจะนอนบนเตียงที่มีพื้นที่ให้กลิ้งกันมาตลอดชีวิต แต่เปลนั้นไม่มีพื้นที่ให้เราทำอย่างนี้ได้ ทำให้ผู้นอนอาจจะเกิดความอึดอัดเหมือนกับนอนในที่แคบ ๆ ครั้งแรกที่ผมเคยนอนเปลก็รู้สึกเช่นนี้เหมือนกัน โดยสรุปคือระบบของเปลจะคล้ายกับเต็นท์คือมีที่นอนและผ้ากันฝน แต่ระบบการนอนของเราจะเปลี่ยนไป แทนที่จะเอาหลังแนบกับพื้นดิน ก็เอาหลังแนบกับพื้นเปลซึ่งลอยบนอากาศแทน

นอกจากนี้ยังมีบางสถานการณ์ที่เราไม่สามารถใช้เปลได้ เช่น พื้นที่ที่ไม่มีต้นไม้ให้ผูกเปล บนยอดดอยหลายแห่งจะเป็นพื้นที่ราบ ไม่มีต้นไม้ใหญ่ แน่นอนว่าไม่สามารถผูกเปลได้ หรือในสถานที่อากาศเย็นมาก การนอนเปลอาจจะไม่ได้รับความอบอุ่นได้เท่ากับเต็นท์

ฉะนั้นการที่เราจะใช้เปลหรือไม่ก็ขึ้นกับสถานการณ์ สภาพพื้นที่ และความเคยชินของผู้ใช้ ซึ่งเราจะมาลองดูข้อดี ข้อเสียของเปลกัน เพื่อเป็นข้อมูลในการตัดสินใจว่าควรหันมาใช้เปลดีหรือไม่

ข้อดีของเปล

  • เต็นท์อาจจะทำให้ส่งผลกระทบ
    ต่อพืชหรือสัตว์ในบริเวณนั้น
    น้ำหนัก เบา – เปลจะมีน้ำหนักน้อยกว่าเต็นท์ ซึ่งทำให้เราไม่ต้องแบกสัมภาระที่หนักเกินไป แต่ปัจจุบันก็ได้มีเต็นท์แบบนอนคนเดียว ซึ่งหากลองเทียบน้ำหนักระหว่างเต็นท์ประเภทนี้กับเปล+ฟลายชีส ก็ต่างกันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
  • ติดตั้งและจัดเก็บง่าย – การติดตั้งแต่เพียงแค่ผูกเชือกบริเวณหัวและท้ายเปลเท่านั้น ซึ่งสามารถติดตั้งและจัดเก็บได้รวดเร็วมาก
  • รักษาสภาพแวดล้อม – การผูกเปลนั้นเราจะใช้แค่เชือกผูกกับต้นไม้ ซึ่งจะไม่ทำให้ต้นไม้เกิดความเสียหาย หากเป็นการกางเต็นท์พื้นดินบริเวณนั้นจะถูกเต็นท์ทับ ซึ่งอาจจะส่งผลให้เกิดความเสียหายแก่พืชบริเวณนั้นได้
  • สามารถใช้ในสภาพพื้นที่ได้หลายชนิด – เราสามารถผูกเปลได้แม้ว่าสภาพพื้นดินด้านล่างมีระดับลาดเอียง หรือมีก้อนหินไม่เรียบ เพราะหลังของเรานั้นจะสัมผัสกับเปลที่ลอยอยู่บนอากาศ ฉะนั้นสภาพพื้นดินจะเป็นอย่างไรก็ไม่เกี่ยวข้อง หากนอนเต็นท์บนสภาพพื้นที่ไม่ดีก็จะทำให้นอนไม่สบาย
  • ใช้ประโยชน์ได้หลายแบบ – นอกจากจะใช้สำหรับนอนแล้ว เรายังสามารถใช้ประโยชน์เปลในรูปแบบอื่น ๆ ได้อีก เช่น เป็นเก้าอี้นั่งพัก เป็นต้น

ข้อเสียของเปล

  • เปลต้องอาศัยต้นไม้ในการผูก
    การนอนเปลหลายชั้น อาจจะเกิด
    ความสั่นสะเทือน และมีโอกาส
    ตกจากที่สูงได้
    ไม่ สามารถผูกเปลได้ ถ้าไม่มีต้นไม้ - การผูกเปลต้องใช้ต้นไม้อย่างน้อย 2 ต้น หากบริเวณที่เราเดินทางไปไม่มีต้นไม้ก็ไม่สามารถผูกเปลได้ บางคนอาจจะคิดว่าในป่าต้องมีต้นไม้ให้ผูกเปลแน่ อันนี้ไม่เป็นความจริงเสมอไป เพราะสภาพภูมิประเทศแต่ละแห่งนั้นไม่เหมือนกัน
  • ให้ความอบอุ่นได้น้อยกว่าเต็นท์ – การนอนเปลนั้นเราจะอาศัยผ้าใบหรือฟลายชีสไว้กันลม ซึ่งฟลายชีสนั้นไม่ได้คลุมปิดหมดเหมือนกับเต็นท์ ทำให้ลมมีโอกาสลอดผ่านมาได้
  • มีโอกาสที่จะตกจากที่สูงได้ – การนอนเปลมีโอกาสที่จะตกจากเปลได้ เช่น การกลิ้งตกจากเปล หรือต้นไม้หัก บางครั้งนอนอยู่ดีดีต้นไม้ก็หักขึ้นมา ทำให้คอนโดที่สร้างไว้ถล่มลงมาก็มี แต่นาน ๆ ก็จะเจอเหตุการณ์ลักษณะนี้สักที ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการเลือกทำเลในการผูกเปลด้วย หากเป็นการนอนเต็นท์รับรองไม่มีการตกลงมาแน่
  • พื้นที่ในการวางสิ่งของน้อย – สัมภาระของเราจะต้องวางไว้ใต้เปล หากฝนตกก็อาจจะทำให้สัมภาระเปียกถ้าไม่มีการป้องกันที่ดีพอ และหากบริเวณนั้นมีคนมาก สิ่งของที่วางไว้ก็มีโอกาสจะสูญหายได้ เพราะดึก ๆ ถ้ามีคนแอบมาหยิบบางครั้งก็ไม่รู้ตัว หากเป็นเต็นท์สิ่งของก็มักจะวางไว้ภายในเต็นท์ หากใครจะเข้าไปหยิบต้องรูดซิปมุดเข้าไป ซึ่งมีโอกาสที่จะนำสิ่งของไปยากกว่า
  • การเกิดความสั่นสะเทือนหากผูกเปลหลายชั้น – บางครั้งเราจำเป็นที่ต้องผูกเปลซ้อนกันหลายชั้นซึ่งเรามักจะเรียกกันง่าย ๆ ว่าคอนโด อาจจะเนื่องจากสภาพพื้นที่ที่ให้ผูกเปลมีน้อย ซึ่งเวลานอนหากคนด้านบนต้องการลงมาเข้าห้องน้ำคนข้างล่างก็มักจะตื่นด้วย เพราะคนข้างบนต้องเหยียบเปลคนข้างล่างขึ้นไป และการขยับตัวก็ก็จะเกิดความสั่นเทือนทำให้รู้สึกตัวกันทั้งคอนโด
thank http://www.mrbackpacker.com/gear/gear_45.html

การเลือกซื้อเปล

การเลือกซื้อเปลในบ้านเราเลือกซื้อได้ไม่ยากนัก เพราะมีจำหน่ายเพียงไม่กี่แบบ แบบหลัก ๆ ที่นิยมใช้กันในปัจจุบันคือแบบมีมุ้งและไม่มีมุ้ง แบบไม่มีมุ้งที่เป็นที่นิยมก็จะเป็นของยี่ห้อม้าลาย ส่วนแบบไม่มีมุ้งก็มักจะไปซื้อกันตามจตุจักรหรือหลังกระทรวง สำหรับราคาแบบมีมุ้งก็ประมาณ 5-600 บาท แบบไม่มีมุ้งราคาประมาณ 1-300 บาท ทั้งนี้ก็ขึ้นกับความต้องการของผู้ใช้ สำหรับรายละเอียดที่ควรพิจารณาอื่น ๆ ในการเลือกซื้อเปลมีดังนี้
  • เนื้อผ้า – เปลส่วนใหญ่จะทำจากผ้าไนลอน ซึ่งจะเป็นผ้าชั้นเดียวหรือซ้อนกันหลายชั้นขึ้นกับผู้ผลิต แต่เพียงผ้าชั้นเดียวก็สามารถรับน้ำหนักได้แล้วไม่จำเป็นจะต้องมีผ้าหลาย ชั้น เพียงแต่ความรู้สึกในการสัมผัสสำหรับผ้าหลายชั้นจะรู้สึกดีกว่า หรือแข็งแรงกว่า
  • เชือก – เชือกที่ใช้ไม่ควรเล็กเกินไป หากเชือกมีขนาดเล็กจะรับน้ำหนักได้น้อยกว่าเชือกขนาดใหญ่ แต่เชือกที่มาพร้อมกับเปลมักจะออกแบบให้สามารถรับน้ำหนักสำหรับ 1 คนได้อยู่แล้ว แต่เชือกเส้นเล็กเวลานอนไปครั้งแรก ๆ เมื่อผูกเชือกเสร็จอาจจะมีเสียงเชือกเลื่อนตัวบ้างเล็กน้อย หากต้องการเปลี่ยนเชือกใหม่ก็มีขายเชือกเปลต่างหาก สามารถหาซื้อได้ตามร้านอุปกรณ์แค้มปิ้งค์ทั่วไป โดยเชือกจะมีขายแบบสำเร็จความยาวคงที่ เช่น 5 เมตร 10 เมตร บรรจุขาย แต่ถ้าต้องการเลือกซื้อแบบความยาวตามที่เราต้องการก็จะมีแบบเป็นขด โดยจะขายเป็นเมตร
  • น้ำหนัก – แน่นอนว่าหากน้ำหนักยิ่งเบาก็จะยิ่งดี เพราะทำให้เราไม่ต้องแบกของหนัก เปลบางแบบจะออกแบบมาเป็นแบบเบาเป็นพิเศษ (Ultralight) มีการใช้วัสดุพิเศษเพื่อยังคงคุณสมบัติเหมือนเดิมแต่เบาขึ้น และแน่นอนว่าราคาก็แพงขึ้นด้วย
  • มุ้ง – ช่วยป้องกันยุง แมลง เข้ามากัดเราเวลานอน ซึ่งตัวมุ้งจะต้องผูกเชือกขึงอีกเส้นหัวท้าย เวลานอน เพื่อดึงมุ้งขึ้นไม่ให้ปิดหน้า ในเปลบางรุ่นมุ้งจะสามารถถอดเก็บได้ด้วย ซึ่งจะดีกว่าที่หากเราคิดว่าจะไม่ใช้มุ้งก็ถอดเก็บไว้ที่บ้านได้
  • ความยาวเปล – เปลควรจะมีความยาวมากกว่าความสูงของผู้ใช้ประมาณ 2 ฟุต ถ้าเปลมีความยาวน้อยเกินไปเวลานอนจะไม่สบาย แต่เปลที่ขายในบ้านเรามักจะมีความยาวคงที่ ไม่ค่อยจะมีขนาดความยาวให้เลือก หากต้องการเปลที่ยาวกว่าปรกติก็อาจจะต้องสั่งพิเศษ แต่หากคุณใช้เปลที่มีความยาวมากกว่าปรกติ เวลาซื้อฟลายชีสควรจะตรวจสอบความยาวด้วยว่า สามารถคลุมปิดเปลได้ทั่ว
  • อุปกรณ์เสริมและลูกเล่น – เปลบางรุ่นจะมีอุปกรณ์เสริม เช่น ช่องเก็บแว่นตา แผ่นปูรองนอน ช่องเก็บของจุกจิก ทั้งนี้ขึ้นกับรุ่นของเปลนั้น ๆ ในเปลบางแบบจะสามารถกางเป็นเต็นท์ได้ด้วย (แต่อาจจะกางยากกว่าเต็นท์จริง ๆ สักหน่อย) ซึ่งก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง

thank http://www.mrbackpacker.com/gear/gear_51.html

การเลือกทำเลการผูกเปล

การเลือกทำเลในการผูกเปลจะต่างกับทำเลกางเต็นท์อยู่บ้าง เนื่องจากรูปร่างและลักษณะของอุปกรณ์นั้นต่างกัน ซึ่งเราควรมีข้อพิจารณาในการเลือกทำเลผูกเปลดังนี้
  • เลือกบริเวณที่ไม่มีลมพัดแรง – เปลนั้นจะไม่มีฟลายชีสที่คลุมได้ทั้งหมดเหมือนกับเต็นท์ ฉะนั้นเราควรจะเลือกบริเวณที่ไม่มีลมพัดแรง เช่น บริเวณยอดเขา และกางผูกเปลควรจะดูทิศทางของลมด้วย เพราะถ้าตำแหน่งที่ผูกมีลมพัดมาจากหัวเปลหรือท้ายเปล อาจจะป้องกันได้ยาก หากลมพัดเข้าด้านข้างยังพอเอาฟลายชีสมาบังลมช่วยได้
  • การเลือกต้นไม้ – การผูกเปลจำเป็นจะต้องมีต้นไม้ 2 ต้นเพื่อผูกบริเวณหัวและท้าย ต้นไม้ที่จะผูกเปลไม่ควรมีขนาดใหญ่เกินไป เพราะจำทำให้เชือกยาวไม่พอ ควรเลือกต้นไม้ที่มีขนาดกลางและมีระยะห่างกันพอที่จะผูกเปลได้ ต้นไม้ที่เลือกควรเป็นต้นไม้ที่ยังไม่ตาย ไม้ที่ตายมักจะผุตามเวลาและไม่สามารถรับน้ำหนักได้มาก สำหรับต้นกล้วยนั้นหลายคนคิดว่าไม่สามารถรับน้ำหนักได้มาก แต่ความจริงเราก็สามารถผูกเปลกับต้นกล้วยได้ แต่จะต้องเลือกต้นที่มีขนาดใหญ่สักหน่อย และไม่ควรผูกซ้อนกันหลายชั้น เพราะต้นกล้วยถึงแม้จะรับน้ำหนักได้ แต่ก็ไม่สามารถรับน้ำหนักได้มากกว่าไม้เนื้อแข็งชนิดอื่น ๆ





  • ความลาดชันของพื้นดิน – จริงอยู่ว่าเปลสามารถผูกได้โดยไม่เกี่ยวกับความลาดชันของพื้น หรือสภาพพื้นดินด้านล่าง แต่เราก็ควรจะหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่เป็นไหล่เขา หรือมีหลุม และก้อนหินใหญ่ ๆ เพราะหากตอนกลางคืนเราลุกมาเข้าห้องน้ำแบบเบลอ ๆ อาจจะมีโอกาสสะดุดหกล้มก็เป็นได
  • แมลง – ควรตรวจสอบเรื่องมดหรือแมลง บริเวณที่ผูกเปล บริเวณพื้น และต้นไม้ เพราะมดสามารถไต่จากต้นไม้ลัดเลาะไปยังเชือกเปลได้

    มดแมลง สามารถไต่เข้าไปลได้

    หากต้นไม้มีน้อยก็สามารถ
    ผูกเปลซ้อนกันหลายชั้นได้

  • การใช้ต้นไม้ร่วมกัน – หากทำเลที่จะผูกเปลมีน้อย (มีต้นไม้ให้ผูกน้อย) เราก็สามารถใช้ต้นร่วมกันหลาย ๆ เปลได้ โดยอาจจะผูกซ้อนกันหลายชั้น หรือถ้าตำแหน่งต้นไม้เป็นสามเหลี่ยมก็อาจจะใช้ต้นกลางเป็นศูนย์เพื่อใช้เป็น ตัวกลางในการผูกเปลร่วมกันก็ได้
  • ควรผูกเปลให้ห่างจากกองไฟ - เปลไม่มีผนังในการป้องกันเหมือนกับเต็นท์ หากผูกเปลให้กับกองไฟ อาจจะพบกันควันไฟลอยเข้ามาในเปลก็ได้

thank http://www.mrbackpacker.com/gear/gear_46.html

ประวัติและความเป็นมาของเปล

เปล (Hammock) ได้มีใช้กันมานานแล้ว แต่คนที่คิดค้นเปลเป็นคนแรก ยังไม่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์บันทึกไว้ แต่ได้มีบันทึกของโคลัมบัสซึ่งเป็นผู้ค้นพบโลกใหม่หรือประเทศอเมริกาใน ปัจจุบัน ได้กล่าวไว้ว่า “มีชาวอินเดียนแดงได้มาที่เรือ เพื่อมาทำการแลกเปลี่ยนสิ่งของ ซึ่ง พวกอินเดียนแดงได้นำพวกผ้า เปล (สมัยนั้นเรียกว่า hamacas) หรือตาข่ายที่เขาไว้ใช้นอนมาแลกเปลี่ยน” ซึ่งนี่เป็นหลักฐานสำคัญชิ้นแรก ๆ ชิ้นหนึ่งที่แสดงถึงต้นกำเนินของเปล

จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ต้นกำเนิดของเปลนั้นมาจากชาวอินเดียนแดงเผ่ามายันต์ (Mayan Indian) ซึ่งชาวมายันต์นี้ได้มีถิ่นอาศัยแถบทวีปอเมริกาและได้ใช้เปลมาแล้วกว่า 1000 ปี และมีความผูกพันกับเปลมาตลอดชีวิต เรียกได้ว่าเกิดและตายบนเปลได้เลยทีเดียว (ซึ่งอาจจะเทียบได้กับคนปัจจุบันที่เกิดบนเตียงและตายบนเตียงนั่นเอง)

เปลในรุ่นแรกๆ จะทำจากวัสดุจากเปลือกไม้ของต้น Hamak ซึ่งต้นไม้นี้จะมีลักษณะคล้าย ๆ กับต้นอโลเวร่า ที่นิยมมาบำรุงผิว ต่อมาก็ได้มีการพัฒนาวัสดุที่ใช้ทำเปลเพื่อให้มีความอ่อนนุ่มขึ้น นอนสบายขึ้น และได้มีการพัฒนามาใช้ผ้าฝ้ายเมื่อ 50-60 ปีที่ผ่านมา

หลังจากที่โคลัมบัสได้สำรวจอเมริกาพบ ซี่งในสมัยนั้นเขาจะเรียกโลกใหม่หรือ New World ซึ่งสมัยนั้นโคลัมบัสหวังว่าจะค้นพบทอง สมบัติ ในแผ่นดินนี้ และเขาก็ได้มาพบกับอินเดียนเผ่ามายันต์นี้ที่โลกใหม่นี่เอง ซึ่งชาวอินเดียนได้มีการเดินทางไปยังทั่วทวีปอเมริกาเพื่อทำการค้าขาย ซึ่งในสมัยนั้นจะเป็นการแลกเปลี่ยนสิ่งของกัน ทำให้เปลเหล่านี้ถูกกระจายออกไปยังสถานที่ต่าง ๆ ซึ่งโคลัมบัสก็ได้พบกับเปลนี้และเห็นเป็นของแปลกใหม่จึงได้นำเปลเหล่านี้ติด ขึ้นเรือไปด้วย ซึ่งต่อมาเปลนี้ก็ได้เริ่มนิยมในแถบทวีปยุโรปและหมู่คนเดินเรือ เพราะประหยัดเนื้อที่บนเรือในการใช้นอน

หลังจากที่เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น ก็มีการนำไปใช้ในการทหาร และในปีคริสศักราชที่ 19 ในประเทศอังกฤษก็ได้เริ่มมีการใช้เปลกับที่คุมขังนักโทษ เพราะช่วยประหยัดเนื้อที่ในห้องขัง เพียงแค่แขวนเวลานอนเท่านั้น

ในปัจจุบันประมาณกันไว้ว่ามีผู้ใช้เปลทั่วโลกมากกว่า 100 ล้านคน และกำลังเป็นที่นิยมเพิ่มขึ้นมาเรื่อย ๆ การท่องเที่ยวในปัจจุบันก็นิยมในการใช้เปล จากอดีตที่ใช้เต็นท์ เนื่องจากน้ำหนัก ติดตั้งได้ง่าย ประกอบกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ทำให้เปลทนทาน และนอนสบายขึ้น แล้วเราควรจะเปลี่ยนมาใช้เปลกันได้หรือยัง ?

thank http://www.mrbackpacker.com/gear/gear_44.html

การดูแลรักษารองเท้า

ในที่สุด คุณก็ได้รองเท้าคู่ที่เหมาะกับเท้าของคุณแล้ว แต่อย่าลืมว่ากว่าจะหารองเท้าคู่นี้ได้ คุณต้องใช้เวลานานแค่ไหน และราคาของมันก็ไม่ได้ถูกเลย เพราะฉะนั้น ถ้าคุณรู้จักดูแลรักษารองเท้าของคุณอย่างถูกวิธีแล้ว คุณก็จะใช้รองเท้าคู่ใจได้อย่างคุ้มค่านานหลายปี หรือบางครั้งอาจจะเป็นสิบปีเลยก็ว่าได้

* เคลือบผิวรองเท้าเพื่อกันน้ำ

หลังจากที่คุณซื้อรองเท้าเดินป่าได้แล้ว สิ่งแรกที่ควรจะต้องทำก็คือเคลือบผิวรองเท้าของคุณเพื่อให้กันน้ำได้ ถ้ารองเท้าของคุณทำจากหนังแท้ทั้งหมด ให้ใช้น้ำยาเคลือบผิวที่มีน้ำมันเป็นส่วนผสมหลัก (oil based waterproof product) ในการทาเคลือบผิวรองเท้า ห้ามใช้แว็กซ์หรือซิลิโคนโดยเด็ดขาด เพราะสารสองตัวนี้จะทำให้อายุการใช้งานของหนังสั้นลง โดยบริเวณที่ควรจะใส่ใจและทาน้ำยาเคลือบผิวมากเป็นพิเศษก็คือตามตะเข็บต่างๆ และพื้นรองเท้า แต่ถ้ารองเท้าของคุณทำจากวัสดุสังเคราะห์ ให้ใช้น้ำยาเคลือบผิวที่มีซิลิโคนเป็นส่วนผสมหลัก (silicone based waterproof product) อย่าใช้น้ำยาที่มีน้ำมันเป็นส่วนผสมหลักกับรองเท้าที่ทำจากวัสดุสังเคราะห์ เพราะน้ำมันจะทำให้วัสดุสังเคราะห์เกิดความเสียหายได้ และคุณก็ควรจะเคลือบผิวบริเวณพื้นรองเท้าและตะเข็บต่างๆ มากเป็นพิเศษเช่นกัน แต่ถ้าหากรองเท้าของคุณทำจากทั้งวัสดุสังเคราะห์และวัสดุธรรมชาติ คุณควรจะทำตามคำแนะนำของผู้ผลิตเท่านั้น

* อุ่นเครื่องก่อนการใช้งานจริง

คุณไม่ควรที่จะใช้รองเท้าที่เพิ่งซื้อมาใหม่ครั้งแรกในการเดิน ป่าจริงโดยที่ยังไม่ได้ผ่านการอุ่นเครื่องอย่างเด็ดขาด ก่อนที่จะใช้รองเท้าคู่ใหม่นี้ในการเดินป่าจริง คุณควรจะลองใส่เดินรอบๆ บ้าน ใส่ไปเดินเที่ยวช็อปปิ้ง หรือใส่ไปเดินเล่นที่ไหนก่อนก็ได้ เพื่อให้รองเท้าของคุณได้มีโอกาสยืดหยุ่น และให้ความรู้สึกนุ่มสบายเท้ามากขึ้นเช่นกัน ไม่มีใครเคยกำหนดระยะเวลาหรือระยะทางที่แน่นอนสำหรับการอุ่นเครื่องรองเท้า เชื่อเท้าของคุณเองจะดีที่สุด คุณควรจะลองใส่จนกว่าเท้าของคุณจะรู้สึกสบายและชินกับรองเท้าคู่ใหม่ก่อน แล้วจึงจะใส่เดินป่าจริง แต่ก็นั่นแหละ ถ้าคุณลองใส่มันนานมากแล้วหรือลองเดินมาเป็นสิบๆ กิโลแล้ว ก็ยังไม่รู้สึกสบายสักทีคุณก็อาจจะต้องคิดใหม่แล้วล่ะว่ารองเท้าคู่นี้มัน เหมาะกับเท้าคุณจริงๆ หรือเปล่า

* ดูแลรักษารองเท้าให้สะอาดอยู่เสมอ

ตอนที่คุณซื้อรองเท้านั้น ก่อนจะออกจากร้าน นอกจากจะซื้อน้ำยาเคลือบผิวรองเท้ามาด้วยแล้ว อย่าลืมซื้อน้ำยาทำความสะอาดรองเท้าติดมือมาด้วยเช่นกัน ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดรองเท้าหลากหลายยี่ห้อมาก และบางอย่างก็สามารถใช้ได้กับทั้งรองเท้าที่ทำจากหนังแท้และรองเท้าที่ทำจาก วัสดุสังเคราะห์ ขั้นตอนการทำความสะอาดรองเท้าหลังจากใช้ในการเดินป่าก็ไม่มีอะไรซับซ้อนมาก ประการแรกก็คือคุณควรจะเอาฝุ่นและเศษดินต่างๆ ออกจากพื้นรองเท้าให้หมดด้วยวิธีง่ายๆ เช่นการเคาะหรือกระแทกรองเท้าสองข้างด้วยกัน จากนั้นจึงใช้แปรงปัดเศษดินหรือฝุ่นที่ยังหลงเหลืออยู่ออก หรือถ้ายังออกไม่หมด อาจจะต้องใช้ผ้าชุบน้ำบิดให้แห้งๆ เช็ดฝุ่นที่หลงเหลืออยู่ออกอีกครั้ง แต่ระวังอย่าให้ผ้าเปียกจนเกินไปจนทำให้รองเท้าเปียกได้ จากนั้นจึงใช้น้ำยาทำความสะอาดที่ซื้อมาทำความสะอาดรองเท้าตามคำแนะนำข้าง ขวดน้ำยานั้นๆ เมื่อเสร็จขั้นตอนเหล่านี้แล้ว รอทิ้งไว้จนกว่ารองเท้าของคุณจะแห้งสนิท จากนั้นจึงควรจะเคลือบผิวรองเท้าเพื่อกันน้ำอีกครั้ง

* ห้ามใช้ความร้อนช่วยทำให้รองเท้าแห้ง


ไม่ควรทำให้รองเท้าแห้งโดยการใช้วิธีตากรองเท้าข้างกองไฟ หรือใช้เครื่องช่วยเป่าให้แห้ง (เช่น เครื่องเป่าผม) เพราะความร้อนเหล่านั้นจะทำลายวัสดุที่ทำรองเท้าและมีผลต่อประสิทธิภาพของ รองเท้าอีกด้วย นอกจากนี้ การสัมผัสกับความร้อนโดยตรงแบบนี้จะทำให้ยางหรือสารที่เชื่อมระหว่างพื้น รองเท้ากับตัวรองเท้าละลายได้อีกเช่นกัน หากรองเท้าเดินป่าของคุณเปียก ควรจะวางผึ่งลมธรรมชาติไว้ในที่แห้งๆ หากรองเท้ามีกลิ่นก็อาจจะกำจัดกลิ่นโดยใช้เบคกิ้งโซดาหรือผงสำหรับโรยเท้าก็ ได้ และเมื่อรองเท้าแห้งดีแล้วจึงทำความสะอาดและเคลือบผิวกันน้ำตามขั้นตอนที่ ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น

* อย่าปล่อยรองเท้าทิ้งเอาไว้โดยไม่ใช้นานๆ

หากคุณไม่ค่อยได้เดินป่าบ่อยนัก ก็อย่าทิ้งรองเท้าเอาไว้โดยไม่ใส่เป็นเวลานานๆ ควรจะเอาออกมาใส่เดินเล่นหรือใส่ไปไหนมาไหนบ้างให้เป็นประจำเพื่อให้รองเท้า ยังคงความยืดหยุ่นและสะดวกสบาย ไม่แข็งเกินไป การเอารองเท้าออกมาใส่อย่างสม่ำเสมอจะทำให้พื้นรองเท้ายังคงความนุ่มเท้าและ รองเท้าด้านบนยังคงความสะดวกสบายสำหรับเท้าอยู่ตลอดเวลา และไม่เกิดปัญหาเวลาที่จะเอาไปใช้เดินป่าจริง

* อย่าใส่รองเท้าเดินโดยไม่ผูกเชือกรองเท้า

เมื่อเวลาเราไปถึงแค้มป์หลังจากที่เดินขึ้นเขามาทั้งวันแล้ว บางครั้งหากเราลืมเอารองเท้าแตะไป หลายคนก็อาจจะใส่รองเท้าเดินป่าเดินไปมาโดยไม่ผูกเชือกรองเท้า แต่ความจริงแล้ว การเดินใส่รองเท้าเดินป่าโดยไม่ผูกเชือกรองเท้าจะทำให้รองเท้าเกิดการสึกหรอ ได้ง่ายขึ้นโดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะบริเวณที่บุด้านในของรองเท้าและยังทำให้เชือกรองเท้าขาดได้ง่ายขึ้น อีกด้วย ทางที่ดีควรจะนำรองเท้าแตะไปไว้เปลี่ยนเวลาเดินอยู่ที่แค้มป์หลังจากเดินมา แล้วทั้งวันจะดีที่สุดและเป็นการผ่อนคลายเท้าของคุณด้วยเช่นกัน

thank http://www.mrbackpacker.com/gear/gear_23.html